Showing posts with label ปริญญาดุษฎีบัณฑิต-PhD. Show all posts
Showing posts with label ปริญญาดุษฎีบัณฑิต-PhD. Show all posts

หวังจ้าวหยาง / Wang Zhaoyang

 


Email: 1027021828@qq.com

ตำแหน่งในปัจจุบัน
-


ความสนใจทางวิชาการ


Chinese culture, literature, history; overseas Chinese


ประวัติการศึกษา

PhD, Southeast Asian Studies, Naresuan University, 2025
Master of Education, Guizhou Normal University, Guizhou Normal University, PRC
Bachelor of Arts in English linguistics and literature, Guangxi Normal University, PRC       

ผลงานทางวิชาการ


Zhaoyang Wang and Davisakd Puaksom, “A Construction of Nationalist Discourse in the SiameseChinese-language Newspapersin the1910sand 1920s,” Journal of Liberal Arts, Ubon Rachathani University, 21:1 (January-June 2025): 159-195.

Zhaoyang Wang and Davisakd Puaksom“The Chinese Newspapers in Bangkok since the Late 1910s until the Early 1930s,” Thammasat Review 27:2 (July-December 2024): 455-474.

Wang Zhaoyang. 2016. "An Analysis of the Applicability of textbook---College English Fast Reading Course"; in Journal of Kaifeng Institute of Education

Wang Zhaoyang. 2016. "College English Writing Teaching Guided by Input and Output Theory"; in Journal of Fujian Radio and Television University.

Wang Zhaoyang2015. "The Application of Prototype Theory to the Strategies of English Vocabulary Learning"; in Journal of Jiamusi Vocational College.

ศุภกิตติ์ หอไชย / Supphakit Hochai


E-mailSupphakit.hochai@gmail.com; Supphakit.h@tsu.ac.th

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน 
อาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา

ความสนใจทางวิชาการ 
ประวัติศาสตร์สังคม, รัฐไทยสมัยใหม่, ประวัติศาสตร์ความคิด, ประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง (History form Below), การศึกษาคนชั้นล่าง (Subaltern Studies).

ประวัติการศึกษา
ปรด. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2567.
ศศ.บ. (ประวัติศาสตร์) เกียรตินิยมอันดับ 1, มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2561.

ผลงานทางวิชาการ
วัชรวุฒิ ซื่อสัตย์ และศุภกิตติ์ หอไชย. 2569. เหยาอนิจลักษณ์: พลวัตรของพิธีกรรม เพศวิถี และงานสร้างสรรค์เชิงจิตวิญญาณร่วมสมัย (กรุงเทพฯ: หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต, 2569).

วัชรวุฒิ ซื่อสัตย์ และศุภกิตติ์ หอไชย. 2569. “การสร้างอาณาบริเวณทางสังคมของหมอเหยาผู้มีความหลากหลายทางเพศในพื้นที่แอ่งสกลนคร,” วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, ปีที่ 22 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม 2569).

วัชรวุฒิ ซื่อสัตย์ และศุภกิตติ์ หอไชย. 2568. โนราโรงครูความเชื่อ พิธีกรรม และวิถีชีวิตของโนราผู้มีความหลากหลายทางเพศ. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ทุนอุดหนุนการวิจัยจาก มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย โดย Australian Research Council Discovery Grant ประจำปี พ.ศ.2568. 

ศุภกิตติ์ หอไชย, ทวีศักดิ์ เผือกสม และณัฏฐพงษ์ สกุลเลี่ยว. 2567. “ปรากฏการณ์โจรผู้ร้ายในเมืองพิษณุโลก: ภาพสะท้อนกระบวนการปฏิรูประบบราชการสยามในพื้นที่ภาคกลางตอนบนช่วงทศวรรษ 2430-2470,” ดำรงวิชาการ (มหาวิทยาลัยศิลปากร), ปีที่ 23 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2567): 219-250.

ศุภกิตติ์ หอไชย, ทวีศักดิ์ เผือกสม และณัฏฐพงษ์ สกุลเลี่ยว. 2567. “การเปลี่ยนผ่านจากระบบการปกครองแบบจารีตสู่รัฐสมัยใหม่ของสยามในช่วงหลังการปฏิรูประบบราชการ: กรณีอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลกในทศวรรษ 2430-2470,” วารสารศิลปศาสตร์ (มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี), ปีที่ 20 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2567): 170-205.

ทวีศักดิ์ เผือกสม, ศุภกิตติ์ หอไชย และสิกขา สองคำชุม. 2567. สถานภาพองค์ความรู้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาฉบับครบรอบหนึ่งทศวรรษ. พิษณุโลกหลักสูตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร. [สิกขาร่วมเขียนในบทที่ 11].

ศุภกิตติ์ หอไชย. 2562. “คดีความในภาคเหนือตอนล่างและภาคใต้ของสยาม: ระบบราชการและการเป็น “โจร ผู้ร้าย” ตั้งแต่สมัยก่อนการปฏิรูปการปกครอง - พ.ศ.2475.” น.123-141. บทความสืบเนื่องจากการจัดประชุมวิชาการระดับชาติเวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทยครั้งที่ 13: ภูมิภาคท้องถิ่นนิยมและท้องถิ่นสมัยใหม่ในโลกไร้พรมแดน (ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วันที่ 6-7 กันยายน 2562).

ศุภกิตติ์ หอไชย. 2561. “งานน่ะต้องได้ทำแน่เพื่อนเอ๋ย: บทวิพากษ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองจากเบื้องล่างในหนังสือพิมพ์มหาชน พ.ศ.2490 -พ.ศ.2491,” ใน  “จุดนัดพบการข้ามแดนและการไขว้พื้นที่ในภาคใต้ของไทย” (เอกสารประกอบการสัมนาวิชาการระดับชาติ เครือข่ายประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยาและสังคมวิทยาภาคใต้ ครั้งที่ 4 ประจำปี 2561 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต).

จิรวัฒน์ แสงทอง / Jirawat Saengthong

 

Email: jirawat.saengthong@gmail.com

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน
อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ สำนักวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ความสนใจทางวิชาการ
ประวัติศาสตร์สังคมไทย, ภาพยนตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ความเป็นมลายู, ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมการเมืองมาเลเซีย

ประวัติการศึกษา

ปร.ด. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2566.
อ.ม. (ประวัติศาสตร์), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546.
ศศ.บ. (ประวัติศาสตร์)มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2542.

ผลงานทางวิชาการ
จิรวัฒน์ แสงทอง และนฤมล กล้าทุกวัน. 2561. “ไฉนเหลืองสถิต ณ กลางรุ้ง?: กิตลัต ตาฮิมิกกับโศลกภาพยนตร์แห่งงานรื่นเริงและการดับสูญ,” น. 299-337. ใน ปัญญาชน ศีลธรรม และสภาวะสมัยใหม่:เสียงของมนุษยศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, รวมบทความจากการประชุมวิชาการระดับชาติเวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทยครั้งที่ 9, บรรณาธิการโดย ทวีศักดิ์ เผือกสม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม.

จิรวัฒน์ แสงทอง และทวีศักดิ์ เผือกสม (บรรณาธิการภาษาไทย). 2560ก. ไทยใต้ มลายูเหนือ: ปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์บนคาบสมุทรแห่งความหลากหลาย [หนังสือรวมบทความวิชาการแปลจาก Thai South and Malay North: Ethnic Interactions on a Plural Peninsula, บรรณาธิการ ไมเคิล เจ. มอนเตซาโน และ แพทริค โจรี]. นครศรีธรรมราช: หลักสูตรอาเซียนศึกษา สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

จิรวัฒน์ แสงทอง. 2560ข. “ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมสมัยนิยมภาคใต้: บทพิจารณาจากเพลงลูกทุ่ง.” รูสมิแล 38:3 (กันยายน-ธันวาคม): 27-34.

จิรวัฒน์ แสงทอง และนฤมล กล้าทุกวัน. 2559ก. “กิดลัต ตาฮิมิก (Kidlat Tahimik): ภาพยนตร์ฟิลิปปินส์และการจาริกศิลปะในโลกหลังอาณานิคม.” รายงานวิจัย เสนอสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

จิรวัฒน์ แสงทอง. 2559ข. “ภาพยนตร์กับอัตลักษณ์: ความเป็นมลายู ในการก่อรูปภาพยนตร์แห่งชาติมาเลเซีย.” รายงานวิจัย เสนอสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

จิรวัฒน์ แสงทอง. 2559ค. “ชาติ ชาติพันธุ์ และความเป็นการเมืองในภาพยนตร์มาเลเซีย จากทศวรรษ 1970-สหัสวรรษใหม่.” วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 3:2 (กรกฎาคม-ธันวาคม): 147-222.


Jirawat Saengthong. 2558
ก. “From the Malay to the Displaced: Border-crossing Film Industries between Singapore/Malaya and Hong Kong from the End of World War II to the 1960s.” In Changing Contours in East and Southeast Asia—What's For? What's Next? Multiplied Answer to Oppressive Forces of Globalisation, edited by Wararak Chalermpuntusak, 89-108. Nonthaburi: Centre for ASEAN and International Studies (CAIS), School of Political Science, Sukhothai Thammathirat Open University.

จิรวัฒน์ แสงทอง. 2558ข. “จากมลายูสู่ผู้พลัดถิ่น: อุตสาหกรรมภาพยนตร์ข้ามพรมแดนระหว่างสิงคโปร์/มลายาและฮ่องกง จากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองถึงทศวรรษ 1960.” ใน ภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - เพื่อใคร เพื่ออะไร: พหุคำตอบต่อแรงกดทับของกระแสโลกาภิวัตน์, บรรณาธิการ วรารัก เฉลิมพันธุศักดิ์, 89-109. นนทบุรี: ศูนย์อาเซียนและการระหว่างประเทศศึกษา สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

จิรวัฒน์ แสงทอง และนฤมล กล้าทุกวัน. 2558ค. “กิดลัต ตาฮิมิก กับการจาริกทางความคิดใน I Am Furious Yellow.” ชุมทางอินโดจีน: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาปริทัศน์, 4:7 (กรกฎาคม-ธันวาคม): 65-78.

จิรวัฒน์ แสงทอง. 2557ก. “สารานุกรมภาพยนตร์มาเลเซีย.” รายงานวิจัย เสนอหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน).

Jirawat Saengthong. 2557
ข. “Thailand: History” (updated and revised, 2014). In The Far East and Australasia 2015, 46th Edition, edited by Juliet Love, 1144-1172. Abingdon, Oxon: Routledge.

จิรวัฒน์ แสงทอง. 2557ค. “บริบทและหมุดหมายสำคัญในพัฒนาการเรื่องสั้นอินโดนีเซีย.” ปากไก่: วารสารของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยฉบับวันนักเขียน 2557 (พฤษภาคม): 25-36.

Jirawat Saengthong. 2556
ก. “Thailand: History” (updated and revised, 2013). In The Far East and Australasia 2014, 45th Edition, edited by Juliet Love, 1181-1189. Abingdon, Oxon: Routledge.

จิรวัฒน์ แสงทอง. 2556ข. “เส้นทางสู่ข้อตกลงสันติภาพมินดาเนา 2012.” รูสมิแล, 34:1 (มกราคม-มีนาคม): 10-26.

จิรวัฒน์ แสงทอง และศิริราวดี บุณยะเกียรติ. 2556ค. “นักการเมืองและสถานการณ์การเมืองอินโดนีเซียก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2014.” รูสมิแล, 34:1 (มกราคม-มีนาคม): 27-41.

Jirawat Saengthong. 2555
ก. “Thailand: History” (updated and revised, 2012). In The Far East and Australasia 2013, 44th Edition, edited by Juliet Love, 1202-1208. Abingdon, Oxon: Routledge.

Jirawat Saengthong. 2555
ข. “Apichatpong Weerasethakul—Profile of a Leading Thai Film Director.” Asian Culture [The Singapore Society of Asian Studies] 36 (August): 29-34.


วิทยานิพนธ์

จิรวัฒน์ แสงทอง. 2566. ภาพยนตร์ยุคแรกเริ่ม ภาวะสมัยใหม่ และการสร้างภาพยนตร์ในสยาม.


สิริฉัตร รักการ / Sirichatra Rakkarn

 


Email: sirichat.rakkan@gmail.com

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน
อาจารย์ประจำหลักสูตรแม่น้ำโขงศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ความสนใจทางวิชาการ
ฟิลิปปินส์ศึกษา, ประวัติศาสตร์สังคม วัฒนธรรม และวรรณคดีฟิลิปปินส์, ประวัติศาสตร์นิพนธ์ฟิลิปปินส์, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยใหม่


ประวัติการศึกษา
ปร.ด. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา)  มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2565.
ศศ.ม. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา)  มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2559.
ศศ.บ. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2554. 


ผลงานทางวิชาการ

สิริฉัตร รักการ, ทวีศักดิ์ เผือกสม, และสิงห์ สุวรรณกิจ. 2566. "ระบบเจ้าพ่ออุปถัมภ์: อำนาจครอบงำแบบอาณานิคมของฟิลิปปินส์ในมหากาพย์แห่งโรซาเลสของฟรานซิสโค ซีโอนีล โฮเซ." วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 19(1), 73-99.


สิริฉัตร รักการ. 2561. ประวัติศาสตร์นิพนธ์ฟิลิปปินส์กับชะตากรรมของชาติ: อาการตาสว่างกับอารมณ์ค้างแบบหลังอาณานิคม. กรุงเทพฯ: อิลลูมิเนชันส์ เอดิชันส์


สิริฉัตร รักการ. 2558. "ประวัติศาสตร์นิพนธ์ฟิลิปปินส์จากยุคอาณานิคมถึงยุคหลังอาณานิคม." สงขลานครินทร์: ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 21(3), 1-54.


วิทยานิพนธ์
สิริฉัตร รักการ. 2566. มหากาพย์แห่งโรซาเลส: วรรณกรรมและความทรงจำทางประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์จากเบื้องล่างในนวนิยายของฟรานซิสโค ซีโอนีล โฮเซ.

บทคัดย่อ
-

บัญชา ราชมณี / Bancha Ratmanee


Email: bancha.ratm@gmail.com

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน
อาจารย์ประจำสำนักวิชาศึกษาทั่วไปและพหุวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ความสนใจทางวิชาการ
อินโดนีเชียศึกษา ประวัติศาสตร์อารมณ์ความรู้สึก อาชญากรรมและความรุนแรง ทุเรียนศึกษา

ประวัติการศึกษา

ปร.ด. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2566.

ศศ.ม. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, 2557.

ศศ.บ. (ภูมิภาคศึกษา), มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, 2552.

ผลงานทางวิชาการ

บัญชา ราชมณี. 2566. "ใฝ่หาอุมมะฮ์: จากมุสลมิยุคระเบียบใหม่สู่มุสลิมแห่งยุคปฏิรูปในนวนิยายอิสลามอินโดนีเซีย ค.ศ. 1998-2004." Connexion: Journal of Humanities and Social Sciences, 12(1), 119-133.


บัญชา ราชมณี. 2560. “ความเลื่อนไหลของความเป็นชายในเพลงลูกทุ่งปักษ์ใต้.” ใน เอกสารประกอบการประชุมระดับชาติ เครือข่ายประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยาและสังคมวิทยาภาคใต้ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2560 “ฆาตกรรม อาชญากรรม และภาวะนอกกฎหมายในภาคใต้ของไทย”. (น. 272-277). นครศรีธรรมราช: มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์.

บัญชา ราชมณี. 2558. “เพลงดิเกร์มิวสิค: เงื่อนไขปัจจัย พัฒนาการและตำแหน่งแห่งที่ในโลกความบันเทิงมลายูปัตตานี.” สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, 8(8). 259-302.

บัญชา ราชมณี. 2557. “พัฒนาการเพลงดิเกร์มิวสิคในวัฒนธรรมดนตรีร่วมสมัยในโลกมลายูปาตานี.” (วิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์).

บัญชา ราชมณี. 2555. “ความบันเทิงในปาตานี อุตสาหกรรมดนตรีและดิเกร์มิวสิค.” เอกสารนำเสนอการประชุมทางวิชาการระดับชาติสาขาสังคมวิทยา ครั้งที่ 4 หัวข้อ “แผ่นดินเดียวกัน แต่เหมือนอยู่คนละโลก: วาระการวิจัยเพื่ออนาคต” ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์. กรุงเทพฯ.

บัญชา ราชมณี. 2555. “Ayat-ayat cinta กับวัฒนธรรมสมัยนิยมในหมู่ชาวมุสลิมของสังคมไทย”. เอกสารการนำเสนอการสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ครั้งที่ 11 ประจำปี 2554 หัวข้อประชุมเรื่อง “สังคมนอกกะลา: เดินหน้า ถอยหลังหรือย่ำอยู่กับที่” ณ โรงแรมไดอิชิ, สงขลา.

บัญชา ราชมณี. 2554. “โมเดิร์นดิเกร์มิวสิค:อุตสาหกรรมดนตรีและพัฒนาการสื่อบันเทิงในปาตานี.” ใน สภาวะความเป็นสมัยใหม่อันแตกกระจาย: การค้นหาประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมปาตานี. รุไบยาต, 2(3). 298-332.


วิทยานิพนธ์

บัญชา ราชมณี. 2565. ประวัติศาสตร์อารมณ์ของชาวอินโดนีเซียจากยุคอาณานิคมจนถึงยุคหลังสุฮารโต.

Bancha Ratmanee. 2022. History of Emotions from Colonial Era to the Post-Suharto Indonesia.


บทคัดย่อ

วิทยานิพนธ์ชิ้นนี้มุ่งศึกษาประวัติศาสตร์อารมณ์ความรู้สึกของชาวอินโดนีเซียตั้งแต่ในยุคอาณานิคมจนถึงในยุคหลังสุฮารโต โดยให้ความสนใจไปที่ชาวมุสลิมหรืออุมมะฮ์มุสลิมอินโดนีเซียอันเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ  แม้ที่ผ่านมาจะมีงานศึกษาอารมณ์ความรู้สึกทั้งในสาขาจิตวิทยาและมานุษยวิทยาออกมาจำนวนมาก  แต่งานเหล่านี้ก็ยังประสบกับทางตันทั้งในด้านวิธีการศึกษาและแนวคิด จนทำให้ไม่อาจทำความเข้าใจหรือจับอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างชัดเจน รวมทั้งไม่อาจแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์ความรู้สึกกับการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ ช่องว่างดังกล่าวจึงเปิดโอกาสให้ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการศึกษาทางประวัติศาสตร์และแนวคิดเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของวิลเลียม เรดดี้ (Williams Reddy) มาประยุกต์ใช้ โดยวิธีการศึกษาแบบตีความตัวบทและแนวคิดเรื่องพจนารมณ์ (emotive) ที่มองว่าคำพูดที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของปัจเจกบุคคลนั้น เป็นความพยายามแสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกผ่านภาษา  แต่ทั้งนี้เพราะภาษาไม่อาจจับความรู้สึกได้ทั้งหมด การสื่อสารดังกล่าวมักจะลงเอยด้วยความล้มเหลวอยู่เสมอซึ่งเป็นสากลลักษณะของมนุษย์  และคำพูดเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกจึงมีการเรียกเอาความรู้สึกใหม่ ๆ ขึ้นมาเสมอ อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความรู้สึก การเมือง และประวัติศาสตร์ ทั้งนี้ จากการศึกษาอารมณ์ความรู้สึกของอุมมะฮ์มุสลิมอินโดนีเซียผ่านวรรณกรรมอินโดนีเซียสมัยใหม่และหลักฐานชั้นรอง เช่น คำปราศรัย ข่าว และการบรรยายธรรมสาธารณะ ก็ทำให้พบว่า พจนารมณ์ของอุมมะฮ์มุสลิมอินโดนีเซียตั้งแต่ในช่วงอาณานิคมจนถึงยุคหลังสุฮารโตมีความแตกต่างกัน โดยลักษณะเด่นของพจนารมณ์ในช่วงเวลาต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงล้อไปกันกับระบอบการเมืองในแต่ละยุคสมัย  ในขณะเดียวกัน การกระทำของอุมมะฮ์มุสลิมอินโดนีเซียในแต่ละยุคสมัยก็ยังเป็นตัวขับเคลื่อนและก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซีย โดยการทำงานประสานกับทางอุดมการณ์หรือความคิดซึ่งจะเร่งเร้า สร้างสมดุล เพิ่มเข้มข้น และเจือจางไปเจตจำนงของปัจเจกบุคคล ชนชั้นนำ ผู้ใต้ปกครอง หรือพรรคการเมืองทั้งแบบที่มุ่งควบคุมการเมืองอย่างเข้มงวดเพื่อเสถียรภาพและมุ่งปลดปล่อยเสรีภาพทางการเมือง  กล่าวได้ว่า การศึกษาประสบการณ์ทางอารมณ์ของอุมมะฮ์มุสลิมอินโดนีเซียของวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ได้เผยให้เห็นว่า ความคิด อารมณ์ความรู้สึก และการเมืองมีปฏิสัมพันธ์อย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้  โดยโต้แย้งสมมติฐานที่ว่าธรรมชาติของมนุษย์สามารถแปรผันได้โดยสิ้นเชิง  เนื่องจากสมมติฐานดังกล่าวขัดแย้งความเข้าใจในเรื่องลักษณะสำคัญเฉพาะทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังทำลายความหวังในเรื่องสิทธิและเสรีภาพทางการเมือง  แต่ถ้าเรายังมองว่าประสบการณ์หรืออารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์เปลี่ยนแปลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ และสิ่งที่เรารู้สึกเป็นเพียงการสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมแล้ว ดูเหมือนว่าความทุกข์ทนของคนอื่นหรือเรื่องเสรีภาพก็เป็นเพียงสิ่งที่ไร้นัยยะสำคัญสำหรับการปลดปล่อยทางการเมือง เพราะเป็นเพียงอีกผลผลิตหนึ่งในอีกบริบททางประวัติศาสตร์เท่านั้น หรือสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงผลผลิตของบริบททางวัฒนธรรมอื่นที่อาจดำรงอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง  แต่กรอบคิดเรื่องพจนารมณ์ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า เสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพที่จะเปลี่ยนแปลงความรู้สึก ตัวตน และประวัติศาสตร์นั้นเป็นสากลลักษณะของมนุษย์  กล่าวโดยสรุป นโยบายจริยธรรมของรัฐบาลอาณานิคมในหมู่เกาะอินดีสตั้งแต่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้ก่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกทางศีลธรรมแบบสมัยใหม่ที่อิงอยู่กับหลักเหตุผลและเสรีภาพบางอย่างขึ้นในหมู่ชาวพื้นเมือง ซึ่งกลายเป็นสิ่งหล่อหลอมและขับเคลื่อนอุมมะฮ์มุสลิมอินโดนีเซียให้ลุกขึ้นมาเรียกร้องและต่อสู้แบบยอมพลีชีพเพื่อเอกราชของชาติที่ชื่อว่าอินโดนีเซีย  แต่อารมณ์ความรู้สึกแบบปฏิวัติเช่นนี้ก็ก่อให้เกิดความตึงเครียดทางสังคม-การเมืองอินโดนีเซียตลอดช่วงประธานาธิบดีสุการโน จนกระทั่งนำไปสู่การรัฐประหารและกวาดล้างอารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวให้ออกไปจากสังคม-การเมืองอินโดนีเซียในช่วงยุคระเบียบ ซึ่งต้องการแยกปริมณฑลทางศาสนากับการเมืองออกจากกัน โดยนำอุมมะฮ์มุสลิมอินโดนีเซียเข้ามาอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบปิตาธิปไตย และผลักให้เรื่องศาสนาไปอยู่ในพื้นที่ชายขอบทางวัฒนธรรม  แต่ในที่สุด ความตึงเครียดทางศีลธรรมแบบยุคระเบียบใหม่ก็ได้ระเบิดออกมาเมื่ออำนาจเผด็จการทหารของสุฮารโตถูกตั้งคำถามและหมดความชอบธรรมทางการเมืองไปในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ก่อนที่สังคม-การเมืองอินโดนีเซียจะเริ่มเดินเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูป ซึ่งมาพร้อมกับระบอบความรู้สึกที่เชิดชูความอดกลั้นทางศาสนา



วรพจน์ วิเศษศิริ / Worapot Wisetsiri


Email: baba_birdram@hotmail.com, worapot.v@tsu.ac.th

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน
อาจารย์ประจำหลักสูตร การศึกษาบัณฑิต สังคมศึกษา

สาขาวิชาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ


ความสนใจทางวิชาการ
ไทยศึกษา , ท้องถิ่นศึกษา

ประวัติการศึกษา
ปร.ด. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2565.
ศศ.ม. (ประวัติศาสตร์), มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2559.
ศศ.บ. (ประวัติศาสตร์), มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2552

วิทยานิพนธ์
วรพจน์  วิเศษศิริ. 2565. การสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยของคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขร มณฑลตะนาวศรี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
Worapot Wisetsiri. 2022. Creating Thai identity of The Thai displaced people, Ban Singkhon , Tanintharyi Territory of the Republic of the Union of Myanmar

บทคัดย่อ
การศึกษาเรื่อง การสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยของคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขร มณฑลตะนาวศรี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ผู้วิจัยได้กำหนดความมุ่งหมายของการศึกษาไว้ 3 ประเด็น คือ ศึกษาวิถีชีวิตของคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขร มณฑลตะนาวศรี ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา วิเคราะห์เงื่อนไขการก่อรูปอัตลักษณ์ของคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรในบริบทของสังคมเมียนมา และเพื่อสังเคราะห์กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขร ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในการศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยกำหนดขอบเขตพื้นที่ศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามด้วยเทคนิคการสัมภาษณ์ การสังเกต และการสนทนาแบบมีประสบการณ์ร่วมจากกลุ่มคนไทยที่อาศัย ณ บ้านสิงขร มณฑลตะนาวศรี ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา รวมทั้งศึกษาข้อมูลจากเอกสารและหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาศึกษาวิเคราะห์ตามขอบเขตที่กำหนด สรุป และรายงานผลการศึกษาด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์

ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มคนไทยหมู่บ้านสิงขร ตำบลตะนาวศรี อำเภอตะนาวศรี จังหวัดมะริด ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในปัจจุบัน มีความสำคัญไม่ใช่แค่เป็นพื้นที่ที่คนไทยพลัดถิ่นอาศัยอยู่ แต่มีความสำคัญในเชิงการเป็นประวัติศาสตร์ร่วมกันของไทยและเมียนมา เนื่องจากเดิมพื้นที่ดังกล่าวนี้ เดิมเป็นเมืองตะนาวศรีและเมืองมะริดซึ่งมีความสำคัญต่อการค้าทางทะเลในอดีต โดยทั้งสองเมืองนี้มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับรัฐโบราณในแถบพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตั้งแต่ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่ต่อมาช่วง พ.ศ.2411 มีการปักปันเขตแดนสยาม - เมียนมาตั้งแต่บริเวณแม่ฮ่องสอนจนถึงระนอง โดยสยามและอังกฤษที่ปกครองในอินเดียและเมียนมา ส่งผลให้เกิดคนไทยพลัดถิ่นในพื้นที่หมู่บ้านสิงขร เมืองตะนาวศรี จังหวัดมะริด มณฑลตะนาวศรี ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาจนมาถึงปัจจุบัน

กลุ่มคนไทยบ้านสิงขรมีลักษณะประเพณี วัฒนธรรมและวิถีชีวิตต่างๆ คลายคลึงกับกลุ่มวัฒนธรรมในภาคใต้ตอนบนของไทย ที่เรียกว่า “กลุ่มวัฒนธรรมบางสะพาน”  กล่าวคือ การมีระบบเสียงภาษาไทยแบบท้องถิ่นรวมไปถึงการมีประเพณี วัฒนธรรมและวิถีชีวิต ค่อนข้างคล้ายคลึงกับกลุ่มคนในอำเภอบางสะพานและบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ของประเทศไทย

ส่วนประเด็นการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยของคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขร  พบว่า กลุ่มคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรได้มีการปรับเปลี่ยนและสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยของตนตั้งแต่ พ.ศ. 2490 เป็นต้นมา ซึ่งมีอยู่ 3 ระยะ คือ ระยะการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์คนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรช่วงหลังได้รับเอกราช, การปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์คนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรช่วงสถานการณ์สงครามของรัฐบาลทหารเมียนม่ากับชนกลุ่มน้อยจนถึงหลังเจรจาหยุดยิงของชนกลุ่มน้อยในเมียนมาและการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์คนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรภายหลังการเกิดประชาคมอาเซียน

การสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยของคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรเป็นการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตนเองเพื่อความอยู่รอดในพื้นที่มาโดนตลอดตามสถานการณ์และบริบทต่าง ๆ ทั้งในไทยและเมียนมา ตั้งแต่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา กล่าวคือ ช่วงหลังจากเมียนม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ คนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดต่อของตนเองตามนโยบายของรัฐบาลเมียนม่าโดยเฉพาะการศึกษา แต่คนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรก็ยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิมของตนอยู่ร่วมไปถึงวัฒนธรรมบันเทิงสมัยใหม่จากฝั่งไทยอย่างเช่นความนิยมในเพลงลูกทุ่ง แต่ต่อมาเกิดสถานการณ์สงครามของรัฐบาลทหารเมียนม่ากับชนกลุ่มน้อยมีการต่อสู้อย่างรุนแรง ส่งผลให้การปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ของคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรเป็นไปเพื่อความอยู่รอดภายใต้สถานการณ์อย่างรุนแรงรวมไปถึงมีเรียกร้องความเป็นพลเมืองคนไทยในทุกมิติจากฝั่งไทย แต่อย่างไรภายหลังสถานการณ์ความรุนแรงสงบลง คนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรได้ปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตนตามการเปิดประชาคมอาเซียน ซึ่งการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ความเป็นไทยในช่วงดังกล่าวนี้ไม่ได้ปรับเปลี่ยนเพื่อเป็นการต่อรองหรือความอยู่รอดในบริบทของเมียนม่าอย่างเดียว แต่ปรับเปลี่ยนตนเองให้น่าสนใจ โดยเฉพาะการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของตนรวมไปถึงการเล่าประวัติศาสตร์เมืองตะนาวศรีเพื่อเป็นการดึงดูดการท่องเที่ยวจากฝั่งไทยให้เข้ามาในพื้นที่ รวมไปถึงหน่วยงานต่าง ๆ จากฝั่งไทยเข้ามาเยี่ยม ส่งผลให้เกิดรายได้ในหมู่บ้านรวมไปถึงความช่วยเหลือต่าง ๆ จากหน่วยงานที่เข้ามาเยี่ยมชม แต่อย่างไรก็ตาม โอกาสทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรต้องหยุดชะงักลงชั่วคราวอันเนื่องมาจากการเกิดโรคระบาดโควิด-19

ABSTRACT
This thesis aims study the Creation of Thai Identity of the Displaced Thais in Ban Singkhon, Tanintharyi Region, Republic of the Union of Myanmar.  The researcher has set the objectives of the study in 3 issues.  The first one is to study the way of life of displaced Thai people in Ban Singkhon, Tanintharyi Province, Republic of the Union of Myanmar.  The second purpose is to analyses the conditions of identity formation of the displaced Thai people in Ban Singkhon in the context of Myanmar society. The third one is to synthesize the process of creating the identity of the displaced Thai people in Ban Singkhon Republic of the Union of Myanmar.   In this study,the qualitative research methods have been implemented. The boundaries of the study area were determined and field data were collected by means of interviewing, observation and experiential conversation techniques from a group of Thai people living at Ban Singkhon, Tanintharyi County, Republic of the Union of Myanmar. Including studying information from various documents and evidence, the data obtained were analyzed within the specified scope, summarized and reported the results by descriptive analysis.

The results of the study revealed that the group of Thai people in Singkhon Village, Tanaosri Sub-district, Tanaosri District, Myeik Province, the Republic of the Union of Myanmar at present is crucial not only to be the area where Thai displaced people live but played important role being a joint history of Thailand and Myanmar since the area was originally formerly Tanaosri and Myeik, the chief location in maritime trade. Both cities had trade relations with ancient states in Southeast Asia since the founding of Ayutthaya Kingdom until the early Rattanakosin period.  However, later in the year 1868, the border between Siam and Burma was demarcated from Mae Hong Son to Ranong by Siam and British rule in India and Burma. As a result, Thai people were displaced in the area of Singkhon Village. Tanintharyi City, Myeik Province, Tanintharyi Province, Republic of the Union of Myanmar until now.

As for the issue of creating a Thai identity of the displaced Thai people in Ban Singkhon, it was found that the displaced Thai people in Ban Singkhon had modified and created their Thai identity since 1947, existed in 3 phases. Namely, the identity change of the displaced Thai people in Ban Singkhon after independence, the identity of the displaced Thai people in Ban Singkhon during the war situation of the Burmese military government against ethnic minorities until after the ceasefire negotiations between the ethnic minorities in Myanmar and the change in identity of the displaced Thai people after the emergence of the ASEAN Community.

The creation of a Thai identity of the displaced Thai people in Ban Singkhon is a change in their own identity for survival in the area according to different situations and contexts, both in Thailand and Myanmar since the period after World War 2 onwards. After Myanmar gained independence from England. The displaced Thai people of Ban Singkhon have adapted for their own survival according to the policies of the Burmese government, especially education.  The displaced Thai people of Ban Singkhon still maintain their traditional way of life, including the modern entertainment culture from Thailand, such as the popularity of luk thung songs.  Later, there was a war situation of the Burmese military government with ethnic minorities, with intense fighting. As a result, the identity of the Thai people displaced at Ban Singkhon was to survive under severe circumstances, including the demand for Thai citizenship in every dimension from the Thai side. But after the violent situation calmed down The displaced Thai people of Ban Singkhon have changed their identity according to the opening of the ASEAN Community. The change in Thai identity during this period was not adjusted for bargaining or survival in the context of Myanmar alone and modify themselves to be interesting, especially telling the story of their own history, telling the history of Tanintharyi city in order to attract tourism from the Thai side to the area, including various agencies from the Thai side came to visit Resulting in income in the village as well as various assistance from the visiting agencies. However, the economic and tourism opportunities of the displaced Thai people in Ban Singkhon have been temporarily halted due to the outbreak of the COVID-19 epidemic.
 

วัชรวุฒิ ซื่อสัตย์ / Wacharawuth Suesat



Emailwacharawuth.s@msu.ac.th, oa.apsa@gmail.com


ตำแหน่งในปัจจุบัน: อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ประเทศไทย

ความสนใจทางวิชาการ
เพศวิถี และเควียร์ศึกษาการพัฒนาชุมชนและสังคม, พฤติกรรมสุนัขจรจัด และวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าชนิดกิน

ประวัติการศึกษา
ปร.ด. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2564.
ศศ.บ. (พัฒนาสังคม) เกียรตินิยมอันดับ 1, มหาวิทยาลัยนเรศวร, 
2556.
กศ.บ. (การศึกษา) เกียรตินิยมอันดับ 1, มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2556

วิทยานิพนธ์
วัชรวุฒิ ซื่อสัตย์. 2563. การประกอบสร้าง ความทับซ้อน ซับซ้อน และเลื่อนไหลของอาณาบริเวณ : กรณีศึกษา ชุมกะเทยในไทยและเยอรมนี

Wacharawuth Suesat. 2020. A Reconstruction, Overlap, Complexity, and Flow of The Territory: A Case Study of Kathoey Assemblage in Thailand and Germany

บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์การประกอบสร้าง ความทับซ้อน ความซับซ้อน และการเลื่อนไหลของอาณาบริเวณทางสังคม วัฒนธรรม และจินตกรรมของกะเทยคาบาเรต์โชว์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบการสร้างทฤษฎีฐานรากของสำนักประกอบสร้างนิยม เก็บรวบรวมข้อมูลจากกะเทยที่เป็นนักแสดงคาบาเรต์ จำนวน 23 ราย ในประเทศไทย และประเทศเยอรมนี ด้วยแนวสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง แบบสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และบันทึกประจำวัน ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลพร้อมกับการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลได้รับการตรวจสอบซึ่งกันและกัน และนำเสนอผลการศึกษาเป็นมโนทัศน์ใหม่

ผลการศึกษา แบ่งออกเป็น 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก ปัจเจกกะเทยปรากฏอัตลักษณ์ และตัวมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2038-2068 ผ่านเอกสารทางประวัติศาสตร์ ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว ส่วนการรวมกลุ่มของกะเทย และอาณาบริเวณสังคม ปรากฏในเอกสารสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือพิมพ์รายวัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 ประการที่สอง การรวมกลุ่มของกะเทยในลักษณะแบบ “ชุมกะเทย” ผ่านการประกอบสร้างอาณาบริเวณทางสังคม วัฒนธรรม และจินตกรรมที่มีความทับซ้อน ซับซ้อน และเลื่อนไหลเหนืออาณาบริเวณทางกายภาพแบบพ้นพรมแดน ประการสุดท้าย ระบบความสัมพันธ์ทางสังคมของกะเทย หรือ “ระบบแม่” เป็นรูปแบบการใช้อำนาจของกะเทยในรูปแบบของการอุปถัมภ์ ควบคุม และจัดการ ซึ่งถูกเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกกะเทย และบริบทของสังคมกระแสหลัก

ABSTRACT
The study aimed at analyzing and synthesize a reconstruction, overlap, complexity, and flow of the social, culture, and imaginary territory of the Kathoey cabaret performers. By using research, the constructionism grounded theory by Kathy Charmaz, the samples were collected from 23 Kathoey cabaret performers in Thailand and Germany. The instruments used were the non-structured interview form, participant observation form, and memo form. Data were collected and analyzed using comparative analysis mode, scrutinizing categories, and conceptualization.

The results of the study were as follows: 1) The Individual Kathoeys had their identities and images appeared through the historical documents, photos, and animations since B.E. 2038-2068. As well, the Kathoey assemblage and social territory had appeared on Thai newspaper publications since B.E. 2478. 2) The Kathoey assemblage has been reconstructed in form of the social, cultural, and imaginary domains that are overlapping, complex, and fluid beyond physical demarcations and surpassing territorial boundaries. 3) Social relation of Kathoey, the so-called “mother clanship system”, is a form of power exercised by Kathoey within the Kathoey’s realm. The nature of power consists of patronage, control, and manipulation, which are linked to the relationships between individual Kathoey and the context of the mainstream society.



ณภัทรสรา ดาวษาวะ / Naphatsara Daosawa


Email: Naphatsara.d@msu.ac.th

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน
อาจารย์ประจำหลักสูตรภาษาและวัฒนธรรมอาเซียน ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ความสนใจทางวิชาการ
ภาษาลาว, วรรณคดีลาว, ผู้หญิง, แบบเรียนลาว

ประวัติการศึกษา
ปร.ด. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2565
ศศ.ม. (ภาษาลาว), มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2553
ศศ.บ. (ภาษาไทย), มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2546
ประกาศนียบัตรวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2544
 
วิทยานิพนธ์
ณภัทรสรา ดาวษาวะ. 2564. การประกอบสร้างความเป็นแม่ยิงในแบบเรียนวรรณคดีลาว ค.ศ. 1975-2016

Naphatsara Daosawa. 2021. The Cconstructions of Lao Women in Lao Literature Textbook from 1975-2016

บทคัดย่อ
วิทยานิพนธ์เรื่อง “การประกอบสร้างความเป็นแม่ยิงในแบบเรียนวรรณคดีลาว ค.ศ. 1975-2016”  เป็นการศึกษาเรื่องเล่าในแบบเรียนวรรณคดี ระดับชั้นมัธยมศึกษา ระหว่างปี ค.ศ. 1975-2016 จำนวน 18 เล่ม มีเรื่องเล่าที่นำเสนอภาพลักษณ์ผู้หญิง จำนวน 53 เรื่อง จุดประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นหญิงผ่านเรื่องเล่าในแบบเรียนวรรณคดี ผ่านองค์ประกอบการเล่าเรื่อง กลวิธีการเล่าเรื่อง และพลวัตของเรื่องเล่าในแบบเรียนวรรณคดี โดยใช้แนวคิดศาสตร์แห่งเรื่องเล่า (Narratology) และแนวคิดเรื่องการสวมบทบาท (Performative) เพื่อแสดงให้เห็นลักษณะของเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้หญิงที่ได้รับการคัดเลือกให้บรรจุในแบบเรียนวิชาวรรณคดี ศึกษาพลวัต เพื่อแสดงให้เห็นลักษณะร่วม ลักษณะเฉพาะของเรื่องเล่าในแบบเรียน และการประกอบสร้างความเป็นหญิงผ่านแบบเรียนวรรณคดีอย่างไรบ้าง จากการศึกษาพบว่าแบบเรียนวรรณคดีเป็นเครื่องมือของรัฐในการกล่อมเกลา ประกอบสร้างคุณลักษณะพึงประสงค์ และไม่พึงประสงค์ของรัฐ โดยผ่านกลวิธีการเล่าเรื่อง ตัวละคร ฉาก แก่นเรื่อง เรื่องเล่าในแบบเรียนวรรณคดีประกอบด้วยเรื่องเล่าหลายประเภท ได้แก่ นิทาน ตำนาน เรื่องสั้น นวนิยาย เรื่องเล่าแต่ละประเภทมีจุดมุ่งหมายของการเล่าที่แตกต่างกัน และได้รับการคัดสรรให้บรรจุในแบบเรียนอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละยุค เพื่อพัฒนาคุณลักษณะพลเมืองให้สอดคล้องกับนโยบายทางการศึกษาของรัฐ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของรัฐ การประกอบสร้างความเป็นหญิงในแบบเรียนวรรณคดีแต่ละยุคมีทั้งลักษณะร่วม และลักษณะเฉพาะ อนึ่งบทบาทของผู้หญิงได้ประกอบสร้างผ่านอุดมการณ์เกี่ยวกับชาติ ศาสนา จารีตประเพณี และแนวคิดเรื่องความงามในแต่ละยุคแตกต่างกัน ซึ่งเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจของสังคมลาว และสังคมโลกในปัจจุบัน

ABSTRACT
The thesis titled “Creating and assembling of Lao feminity in the Lao literature textbooks published between 1975-2016” delved into storytelling found in 18 secondary school textbooks for which 53 stories that portrayed the image of Lao women were examined. The study was intended to examine femininity through storytelling in the literature textbooks where the narrative elements, storytelling strategies, and narrative dynamics were considered. The concepts of narratology and performative were employed in this study. Furthermore, the study was purposed to illustrate the nature of the narrated women stories that were chosen to be included in the literature textbooks. The stories’ dynamics were also studied in order to identify the common and unique characteristics of such    narratives. Results revealed that the government utilized the textbooks, which contained the narrative strategies, characters, scenes, and themes, to create desirable characteristics of the populace or eliminate ones that were regarded as undesirable. Narratives in the literature lessons consisted of various metaphoes including folklore, tales, short stories, and novels. Each type of narrative served different purposes and was specifically selected, in accordance with each period, to be included in the curriculum. The main objective of this process was to characterize citizens who were commensurated with the state’s educational policies, economic and social development plans. The constructions of Lao feminity in each period resulted in both common and unique characteristics. Although the roles of women which have been created through the national ideology, religions, customs, and concepts of beauty were different in each period, there are related to the social and economic changes of the Lao society and the present world society.

 

บุษฎี แววศักดิ์ / Budsadee Waeosak

 

Email: budsadeewaewsak@gmail.com

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน: นักวิชาการอิสระ

ความสนใจทางวิชาการ
อินโดนีเซียศึกษา / การสื่อสารทางการเมืองผ่านสื่อสังคมออนไลน์

ประวัติการศึกษา
ปร.ด. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2563
ศศ.ม. (พัฒนามนุษย์และสังคม) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2556
ศศ.บ. (ภูมิภาคศึกษา)  มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, 2550

วิทยานิพนธ์
บุษฎี แววศักดิ์. 2563. การสื่อสารทางการเมืองผ่านทวิตเตอร์ของประธานาธิบดี โจโค วิโดโด  แห่งประเทศอินโดนีเซีย.

Budsadee Waeosak. 2020. Political Communication through Twitter of President Joko Widodo in Indonesia.

บทคัดย่อ
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการเมืองและการสื่อสารในอินโดนีเซียตั้งแต่ยุคระเบียบใหม่ของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต (1966) จนถึงยุคสื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบัน (2019) ของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด 2) เพื่อศึกษาบทบาทการเป็นผู้นำทางการเมืองของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด 3) เพื่อศึกษาการใช้ทวิตเตอร์กับการให้ความหมายโดยการส่งสารผ่านทวิตเตอร์ของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ประเทศอินโดนีเซีย ภายหลังได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 2014 และช่วงก่อนการเลือกตั้งในปี 2019 ในรูปแบบการสื่อสารทางการเมืองผ่านทวิตเตอร์ของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ประะเทศอินโดนีเซีย แนวคิดทฤษฎีที่ใช้คือ การสื่อสารทางการเมือง สัญวิทยา และภาวะผู้นำ ใช้วิธีวิทยาในการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาจากเอกสารและการวิเคราะห์ตัวบทจากทวิตเตอร์ของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ประเทศอินโดนีเซีย

ผลการศึกษา การสื่อสารทางการเมืองผ่านทวิตเตอร์ของประธานาธิบดี โจโค วิโดโด แห่งประเทศอินโดนีเซีย ได้ปรากฏประเด็นสำคัญ ประการ คือ 1) การใช้สื่อสังคมออนไลน์หรือทวิตเตอร์เป็นเครื่องมือในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กล่าวได้ว่าสื่อสังคมออนไลน์หรือทวิตเตอร์เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทาง การเมืองอินโดนีเซีย ที่เป็นช่องทางการหาเสียงในการเลือกตั้ง เพื่อเข้ามามีบทบาททางการเมืองและต่อสู้กับพรรคการเมืองจากกลุ่มอำนาจเก่า ยกตัวอย่างเช่น การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด 2) ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด มีภาวะผู้นำประเทศที่ดี ตามแนวความคิดของวอเรน เบนนิส (Warren Bennis) ได้บรรยายคุณภาพของผู้นำเอาไว้  ประการ ซึ่งโจโค วิโดโด มีสิ่งเหล่านี้ เป็นแรงผลักดันที่ดี ที่ทำให้ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ พร้อมทั้งอยู่ในยุคสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้สามารถก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ ในฐานะประธานาธิบดีอินโดนีเซีย สมัยได้สำเร็จ 3) ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ใช้ทวิตเตอร์เป็นพื้นที่สื่อสารในการเข้าถึงประชาชนภายในประเทศ เพื่อรักษาฐานเสียงอำนาจเดิม (กลุ่มคนที่ติดตามและชื่นชอบและขยายฐานเสียงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์หรือทวิตเตอร์ การใช้ทวิตเตอร์กับการให้ความหมายโดยการส่งสารผ่านทวิตเตอร์ของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ประเทศอินโดนีเซีย ผู้วิจัย มีการให้ความหมายเป็น 6 กลุ่มความหมาย คือ การเมือง เศรษฐกิจ บทบาทผู้นำ สังคมและวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และหลักธรรมาภิบาล การใช้สื่อของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด มีการวางแผนอย่างเป็นระบบขั้นตอน ในการใช้พื้นที่ สื่อทวิตเตอร์เพื่อส่งสาร รูปภาพ คลิปวีดีโอ และข้อความ ให้ได้ตรงตามความต้องการของผู้รับสาร ซึ่งเป็นไปโดยลักษณะทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารมีการรับรู้ ความรู้ ทัศนคติ อุดมการณ์ ประสบการณ์ สังคมและวัฒนธรรมไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถส่งสารได้อย่างถูกต้องชัดเจนและรวดเร็วตามลักษณะสื่อสังคมออนไลน์ในยุคปัจจุบัน ทำให้เกิดการกระตุ้นโน้มน้าวใจให้กับผู้รับสารได้ เป็นอย่างดี เพราะเป็นการสื่อสารโดยตรงกับประธานาธิบดีโจโค วิโดโด โดยกล่าวได้ว่าการสื่อสารทางการเมืองในรูปแบบดังกล่าว คือการใช้ทวิตเตอร์เป็นพื้นที่สื่อสารในการเข้าถึงประชาชนภายในประเทศ เพื่อรักษาฐานเสียงอำนาจเดิมและขยายฐานเสียงใหม่ของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด

ABSTRACT
The study consists of the following objectives: 1) to study politics and communication in Indonesia from the New Order era of the former President Suharto (1966) to the present social media era of President Joko Widodo; 2) to study the roles of political leadership of President Joko Widodo; and 3) to study the use of Twitter and its meaning through messages on Twitter of President Joko Widodo of Indonesia after being elected as President in year 2014 and pre-elections in year 2019. A model for political communication through Twitter of President Joko Widodo has applied the following theories: political communication, semiology, and leadership. The study is a qualitative research by studying documents and textual analysis the Twitter messages of President Joko Widodo of Indonesia.

From the study, it is found that the political communication through Twitter of President Joko Widodo of Indonesia consists of three main points as follows: 1) the use of social media or Twitter as a tool in the presidential election of Indonesia, in other words, social media or Twitter is an important turning point in Indonesian politics as a channel for an electoral campaign in playing a political role and competing with other political parties from old power groups, for example, the stepping into the role of President Joko Widodo; 2) President Joko Widodo has good leadership in leading the country according to Warren Bennis theory which advocates six personal qualities of leadership, which President Joko Widodo has these things as his great driving force, leading him to many accomplishments in this social media era. This results him in successfully stepping into the leader of the country as President of Indonesia for two consecutive terms; and 3) President Joko Widodo uses Twitter as a platform of communication to reach the people in the country in order to maintain his majority supporters (those who follow and admire him) and expand the popularity among new generations who use social media or Twitter. The use of Twitter and its meaning through messages on Twitter of President Joko Widodo, the researcher has classified the meanings in six aspects: politics, economics, leadership role, society and cultures, environment, and the principle of good governance. There is a systematic plan for the use of Twitter of President Joko Widodo as a platform to send messages, pictures, and video clips according to the needs of the receivers, in which both message senders and receivers share the same direction on perception, knowledge, attitude, ideologies, experiences, society and cultures. Consequently, the messages are delivered accurately, clearly, and quickly according to the nature of present social media. The message receivers, therefore, are motivated and convinced as they get to have direct communication with President Joko Widodo. Such political communication of Twitter is used as a platform of communication to reach people in the country to maintain the majority supporters and expand the popularity among new supporters of President Joko Widodo.

อนุชิต สิงห์สุวรรณ / Anuchit Singsuwan


Email: localpower0225@gmail.com

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน: อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขามานุษยวิทยาวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม

ความสนใจทางวิชาการ
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, การจัดการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม,  ประวัติศาสตร์การเมืองและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในภาคอีสาน

ประวัติการศึกษา
ปร.ด. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2562.
อม. (ประวัติศาสตร์ศึกษา) มหาวิทยาลัยศิลปากร
ศศ.บ (ประวัติศาสตร์) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

วิทยานิพนธ์
อนุชิต สิงห์สุวรรณ. 2562. อีสานนาคา: คติความเชื่อเรื่องพญานาคกับการเมืองของผู้มีสถานะรอง กรณีศึกษาชุมชนคำชะโนด อำเภอบ้านดุงจังหวัดอุดรธาน, มหาวิทยาลัยนเรศวร, พิษณุโลก.

Anuchit Singsuwan. 2019. Isan Naga: Myths of Naga and the Subaltern Politics, A case Study of the Khomchanot village, Bandung, Udonthani. PhD Thesis, Southeast Asian Studies, Naresuan University.

บทคัดย่อ
-

ABSTRACT
Almost all of the studies on the politics in the Northeastern region has focused on the "local leaders" that architected changes and evolutions to the society and politics of the region. In researches on the movement of the masses, they are the main actors on the political organizations or groups that helped transmit the ideology and establish the public movement. At present, even though there are some studies that explain the politics of everyday-life of the rural people, but it does not attempt to understand the force of consciousness behind the political expression of "subaltern class." This thesis, therefore, posits the belief of Naga as an ideology that has been interpreted and signified certain meanings for political movements of the villagers at Kham Chanot in Ban Dung District, Udon Thani. " Phaya Sri Suthothanak" is a belief that originated and developed in the local area that the common folks highly praise as a Bodhisattva who is the center of the universe in folk religion, i.e. a value system that influences the villagers’ behaviors in every dimension, including political operations. People's faith has apparently generated a ritual community which has interpreted and formed the doctrine and the ritual that is different from the state’ s sanctioned mainstream Buddhism. In addition, a moral system of the ritual community that is rooted in folk religion also affects the daily-life of the villagers. Moreover, the belief in the sacred power of Phaya Si Suthothanak has also been used by the villagers as an instrument to fight for their shares in the local economic area. More importantly, it is a religious ideology that brought the villagers to join the "Red Shirts" movement in attempting to create an ideal society.

สมลักษณ์ ศรีราม / Somluck Sriram


Email: somluck2526@gmail.com

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน: นักวิชาการอิสระ

ความสนใจทางวิชาการ
กัมพูชาศึกษา,ประวัติศาสตร์สังคม-วัฒนธรรมกัมพูชา

ประวัติการศึกษา
ปร.ด. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2562.
ร.ม. (รัฐศาสตร์), มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2554.
ร.บ. (รัฐศาสตร์), เกียรตินิยมอันดับ 2, มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2550.

วิทยานิพนธ์
สมลักษณ์ ศรีราม. 2562. การปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์จังหวัดสีหนุวิลล์ภายใต้รัฐบาลฮุน เซน ตั้งแต่ ค.ศ.1993 – ปัจจุบัน. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา, มหาวิทยาลัยนเรศวร, พิษณุโลก.

Somluck Sriram. 2019. Re-branding of Sihanoukville Province image under Hun Sen government since 1993 to present. PhD Thesis, Southeast Asian Studies, Naresuan University.

บทคัดย่อ
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาแนวทางการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ จังหวัดสีหนุวิลล์ภายใต้รัฐบาลฮุนเซน ตั้งแต่ ค.ศ.1993 ถึงปัจจุบัน และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผล กระทบต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดสีหนุวิลล์ประเทศกัมพูชา กรอบแนวคิดที่ใช้ได้แก่ แนวคิดเรื่องการ สร้างแบรนด์สถานที่ เป็นการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาจากเอกสาร

ผลการศึกษา พบว่า รัฐบาลกัมพูชาภายใต้การนำของฮุน เซน นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน มีอัตลักษณ์เมืองที่ได้รับการวางเป้าหมายการพัฒนาไว้ 5 ประการคือ 1) เมืองที่เป็นประตูสู่การติดต่อทางการค้า การลงทุน 2) เมืองศูนย์กลางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ 3) เมืองศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ 4) เมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรม และ 5) เมืองแห่งการท่องเที่ยวและการ บริการ โดยตำแหน่งสถานะของเมืองคือเมืองที่ทันสมัยแบบและมีความหลากหลาย ภาพลักษณ์เมือง คือ การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเสมือนกับ "เซินเจิ่นแห่งที่ 2"

ผลกระทบต่อสีหนุวิลล์ พบว่า 1) ผลกระทบในมิติกายภาพและสิ่งแวดล้อม 2) ผลกระทบในมิติเศรษฐกิจ 3) ผลกระทบในมิติสังคมวัฒนธรรม

ABSTRACT
The purpose of this thesis were 1) to study the re-branding of Sihanoukville province image under Hun Sen Government since 1993 to present and 2) to find out factors of rebranding Sihanoukville province image. The approaches used in thisthesis was Place Branding. The data were obtained from the qualitative research methods with document research.
The study found that under Hun Sen government since 1993 to present.

Sihanoukville province has Identity in 5 goals, 1) National Gateway 2) National Growth Center 3) National Logistics Center 4) Industrial Center and 5) National Travel and Service Center. City Position is a Modern City and Multipurpose. City Image found that govrnment to transform Sihanoukville to be a "Second Shen Zhen".

The Impact on Sihanoukville found that; 1) Physical and Environmental 2)Economic 3) Socio-Cultural.

สุริยา คำหว่าน / Suriya Khamwan


Email: phusuriya@hotmail.co.th

ความสนใจทางวิชาการ
ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม, ประวัติศาสตร์เวียดนาม, เวียดนามศึกษา

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม

ประวัติการศึกษา
ปร.ด. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษามหาวิทยาลัยนเรศวร, 2562.
ศศ.ม. (ภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิง ประเทศเวียดนาม.
ศศ.บ (ประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

วิทยานิพนธ์
สุริยา คำหว่าน. 2562. การสร้างชาตินิยมเชิงพันธะสัญญา: กรณีศึกษาชุมชนเวียดเกี่ยวในนครพนม. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา, มหาวิทยาลัยนเรศวร, พิษณุโลก.

Suriya Khamwan. 2019. The Making of Contracting Nationalism: A Case Study of Viet lieu in Nakhon Phanom. PhD Thesis, Southeast Asian Studies, Naresuan University.

บทคัดย่อ
-

ABSRACT
The thesis entitled “The Making of Contracting Nationalism: A Case Study of Viet Kieu in Nakhon Phanom” is aimed to investigate the emergence of nationalism in the Vietnamese community in Nakhon Phanom, Thailand. The research questions which this study has sought to answer are as follows: 1) How did the Vietnamese immigrants that having migrated to Nakhon Phanom since 1946 and their offsprings who were born in Thailand play a role in the formation of national consciousness among the Vietnamese community in Thailand; 2) How did the homeland and the hostland play roles in forming and forging the national consciousness of the Nakhon Phanom’s Vietnamese community; and 3) Have the ever changing economic and political contexts generated a significant impact to the national consciousness of those Vietnamese immigrants residing in Nakhon Phanom.

It was found that the national consciousness of the Kieu Bao Vietnamese community was largely formulated from a close contracting bond between the community and the homeland in which the Viet kieu National Salvation Association (Hội Việt kiều cứu quốc) played a crucial mediating role. Since its inception, the association was clearly operated under the guidance of the Viet Kieu Special Committee (Đảng bộ Việt kiều) of the Vietnamese Communist Party. Particularly, it had formed a mass movement, utilized the Vietnamese language to create a sense of national consciousness, and gave birth to the cult of Ho Chi Minh.

Efforts in forging the national consciousness in the Kieu Bao community had been intensified in the period between the mid-1940s and the mid-1970s, or throughout the war years of the Vietnamese decolonization. In addition, from the 2000s onwards, several traces of enduring cultivation of the Vietnamese immigrants’ national consciousness have been scripted. Such cultivation has been encouraged and supported by the Vietnamese government that helps discursively sweeping the Kieu Bao community in Nakhon Phanom as an organic part of the Vietnamese ethnic-national entity: Kieu Bao is an integral part, thus inseparable from being the Vietnamese. Furthermore, several efforts have been made to promote the Vietnamese nationalism, including the revival and the construction of Ho Chi Minh’s resident, the President Ho Chi Minh Museum, and the President Ho Chi Minh Memorial in Na Chok Village, Nakhon Phanom.