จิรวัฒน์ แสงทอง / Jirawat Saengthong

 


Email: jirawat.saengthong@gmail.com

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน
อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ สำนักวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ความสนใจทางวิชาการ
ประวัติศาสตร์สังคมไทย, ภาพยนตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ความเป็นมลายู, ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมการเมืองมาเลเซีย

ประวัติการศึกษา

ปร.ด. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2566.
อ.ม. (ประวัติศาสตร์), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546.
ศศ.บ. (ประวัติศาสตร์)มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2542.

ผลงานทางวิชาการ
จิรวัฒน์ แสงทอง และนฤมล กล้าทุกวัน. 2561. “ไฉนเหลืองสถิต ณ กลางรุ้ง?: กิตลัต ตาฮิมิกกับโศลกภาพยนตร์แห่งงานรื่นเริงและการดับสูญ,” น. 299-337. ใน ปัญญาชน ศีลธรรม และสภาวะสมัยใหม่:เสียงของมนุษยศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, รวมบทความจากการประชุมวิชาการระดับชาติเวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทยครั้งที่ 9, บรรณาธิการโดย ทวีศักดิ์ เผือกสม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม.

จิรวัฒน์ แสงทอง และทวีศักดิ์ เผือกสม (บรรณาธิการภาษาไทย). 2560ก. ไทยใต้ มลายูเหนือ: ปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์บนคาบสมุทรแห่งความหลากหลาย [หนังสือรวมบทความวิชาการแปลจาก Thai South and Malay North: Ethnic Interactions on a Plural Peninsula, บรรณาธิการ ไมเคิล เจ. มอนเตซาโน และ แพทริค โจรี]. นครศรีธรรมราช: หลักสูตรอาเซียนศึกษา สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

จิรวัฒน์ แสงทอง. 2560ข. “ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมสมัยนิยมภาคใต้: บทพิจารณาจากเพลงลูกทุ่ง.” รูสมิแล 38:3 (กันยายน-ธันวาคม): 27-34.

จิรวัฒน์ แสงทอง และนฤมล กล้าทุกวัน. 2559ก. “กิดลัต ตาฮิมิก (Kidlat Tahimik): ภาพยนตร์ฟิลิปปินส์และการจาริกศิลปะในโลกหลังอาณานิคม.” รายงานวิจัย เสนอสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

จิรวัฒน์ แสงทอง. 2559ข. “ภาพยนตร์กับอัตลักษณ์: ความเป็นมลายู ในการก่อรูปภาพยนตร์แห่งชาติมาเลเซีย.” รายงานวิจัย เสนอสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

จิรวัฒน์ แสงทอง. 2559ค. “ชาติ ชาติพันธุ์ และความเป็นการเมืองในภาพยนตร์มาเลเซีย จากทศวรรษ 1970-สหัสวรรษใหม่.” วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 3:2 (กรกฎาคม-ธันวาคม): 147-222.


Jirawat Saengthong. 2558
ก. “From the Malay to the Displaced: Border-crossing Film Industries between Singapore/Malaya and Hong Kong from the End of World War II to the 1960s.” In Changing Contours in East and Southeast Asia—What's For? What's Next? Multiplied Answer to Oppressive Forces of Globalisation, edited by Wararak Chalermpuntusak, 89-108. Nonthaburi: Centre for ASEAN and International Studies (CAIS), School of Political Science, Sukhothai Thammathirat Open University.

จิรวัฒน์ แสงทอง. 2558ข. “จากมลายูสู่ผู้พลัดถิ่น: อุตสาหกรรมภาพยนตร์ข้ามพรมแดนระหว่างสิงคโปร์/มลายาและฮ่องกง จากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองถึงทศวรรษ 1960.” ใน ภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - เพื่อใคร เพื่ออะไร: พหุคำตอบต่อแรงกดทับของกระแสโลกาภิวัตน์, บรรณาธิการ วรารัก เฉลิมพันธุศักดิ์, 89-109. นนทบุรี: ศูนย์อาเซียนและการระหว่างประเทศศึกษา สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

จิรวัฒน์ แสงทอง และนฤมล กล้าทุกวัน. 2558ค. “กิดลัต ตาฮิมิก กับการจาริกทางความคิดใน I Am Furious Yellow.” ชุมทางอินโดจีน: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาปริทัศน์, 4:7 (กรกฎาคม-ธันวาคม): 65-78.

จิรวัฒน์ แสงทอง. 2557ก. “สารานุกรมภาพยนตร์มาเลเซีย.” รายงานวิจัย เสนอหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน).

Jirawat Saengthong. 2557
ข. “Thailand: History” (updated and revised, 2014). In The Far East and Australasia 2015, 46th Edition, edited by Juliet Love, 1144-1172. Abingdon, Oxon: Routledge.

จิรวัฒน์ แสงทอง. 2557ค. “บริบทและหมุดหมายสำคัญในพัฒนาการเรื่องสั้นอินโดนีเซีย.” ปากไก่: วารสารของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยฉบับวันนักเขียน 2557 (พฤษภาคม): 25-36.

Jirawat Saengthong. 2556
ก. “Thailand: History” (updated and revised, 2013). In The Far East and Australasia 2014, 45th Edition, edited by Juliet Love, 1181-1189. Abingdon, Oxon: Routledge.

จิรวัฒน์ แสงทอง. 2556ข. “เส้นทางสู่ข้อตกลงสันติภาพมินดาเนา 2012.” รูสมิแล, 34:1 (มกราคม-มีนาคม): 10-26.

จิรวัฒน์ แสงทอง และศิริราวดี บุณยะเกียรติ. 2556ค. “นักการเมืองและสถานการณ์การเมืองอินโดนีเซียก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2014.” รูสมิแล, 34:1 (มกราคม-มีนาคม): 27-41.

Jirawat Saengthong. 2555
ก. “Thailand: History” (updated and revised, 2012). In The Far East and Australasia 2013, 44th Edition, edited by Juliet Love, 1202-1208. Abingdon, Oxon: Routledge.

Jirawat Saengthong. 2555
ข. “Apichatpong Weerasethakul—Profile of a Leading Thai Film Director.” Asian Culture [The Singapore Society of Asian Studies] 36 (August): 29-34.


วิทยานิพนธ์

จิรวัฒน์ แสงทอง. 2566. ภาพยนตร์ยุคแรกเริ่ม ภาวะสมัยใหม่ และการสร้างภาพยนตร์ในสยาม.


พรนภา ทัดดอกไม้ / Baranabha Thaddokmai


 E-mail: Baranabha@gmail.com


ตำแหน่งงานในปัจจุบัน 

-

ความสนใจทางวิชาการ 
ความรับรู้เกี่ยวกับเวลาในสังคมไทย, ประวัติศาสตร์เทคโนโลยี, สภาวะความเป็นสมัยใหม่, กระบวนการสร้างรัฐประชาชาติ, โลกาภิวัตน์.

ประวัติการศึกษา
ศศ.ม. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้), มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2566.
ศศ.บ. (ประวัติศาสตร์) เกียรตินิยมอันดับ 2, มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2561.

ผลงานทางวิชาการ
พรนภา ทัดดอกไม้. 2566. วารสาร นาวิกศาสตร์ กับความรู้วิทยาศาสตร์ในกองทัพเรือสยาม, 2460-2560. กรุงเทพฯ:  มูลนิธิเพื่อการวิจัยสังคมเอเซีย.

พรนภา ทัดดอกไม้. 2566. "กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ: การรักษาเวลามาตรฐานของประเทศไทย." วารสารประวัติศาสตร์, 48(1), 203-226.

พรนภา ทัดดอกไม้. 2566. "เวลาแบบใหม่ในสยาม: เวลานาฬิกากลและการก่อรูปรัฐสมัยใหม่." วารสารการบริหารจัดการและนวัตกรรมท้องถิ่น, 5(7), 414-437.

พรนภา ทัดดอกไม้. 2561. “โปรดเตรียมเทียบเวลา: ความอยากอยู่อย่างตรงเวลาแบบนาฬิกากลในสังคมไทย, ช่วงทศวรรษ 2460 - 2490,” ใน “อยู่ด้วยกัน: โลก เทคโนโลยี ความเหลื่อมล้ำ เเละความเป็นอื่น”  (The World, Technology, Inequality and Otherness) (เอกสารประกอบการประชุมวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 12), จัดโดยคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 7-8 กันยายน พ.ศ.2561.

วิทยานิพนธ์
พรนภา ทัดดอกไม้. 2566. เวลาแบบใหม่ในสยาม: นาฬิกา ปฏิทิน และการก่อรูปรัฐสมัยใหม่.

สิริฉัตร รักการ / Sirichatra Rakkarn

 


Email

-
ตำแหน่งงานในปัจจุบัน
-

ความสนใจทางวิชาการ
ฟิลิปปินส์ศึกษา, ประวัติศาสตร์สังคม วัฒนธรรม และวรรณคดีฟิลิปปินส์, ประวัติศาสตร์นิพนธ์ฟิลิปปินส์, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยใหม่


ประวัติการศึกษา
ปร.ด. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา)  มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2565.
ศศ.ม. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา)  มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2559.
ศศ.บ. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2554. 


ผลงานทางวิชาการ

สิริฉัตร รักการ, ทวีศักดิ์ เผือกสม, และสิงห์ สุวรรณกิจ. 2566. "ระบบเจ้าพ่ออุปถัมภ์: อำนาจครอบงำแบบอาณานิคมของฟิลิปปินส์ในมหากาพย์แห่งโรซาเลสของฟรานซิสโค ซีโอนีล โฮเซ." วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 19(1), 73-99.


สิริฉัตร รักการ. 2561. ประวัติศาสตร์นิพนธ์ฟิลิปปินส์กับชะตากรรมของชาติ: อาการตาสว่างกับอารมณ์ค้างแบบหลังอาณานิคม. กรุงเทพฯ: อิลลูมิเนชันส์ เอดิชันส์


สิริฉัตร รักการ. 2558. "ประวัติศาสตร์นิพนธ์ฟิลิปปินส์จากยุคอาณานิคมถึงยุคหลังอาณานิคม." สงขลานครินทร์: ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 21(3), 1-54.


วิทยานิพนธ์
สิริฉัตร รักการ. 2566. มหากาพย์แห่งโรซาเลส: วรรณกรรมและความทรงจำทางประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์จากเบื้องล่างในนวนิยายของฟรานซิสโค ซีโอนีล โฮเซ.

บทคัดย่อ
-

บัญชา ราชมณี / Bancha Ratmanee



Email: bancha.ratm@gmail.com

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน
-

ความสนใจทางวิชาการ
-


ประวัติการศึกษา

ปร.ด. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2566.

ศศ.ม. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, 2557.

ศศ.บ. (ภูมิภาคศึกษา), มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, 2552.

ผลงานทางวิชาการ

บัญชา ราชมณี. 2566. "ใฝ่หาอุมมะฮ์: จากมุสลมิยุคระเบียบใหม่สู่มุสลิมแห่งยุคปฏิรูปในนวนิยายอิสลามอินโดนีเซีย ค.ศ. 1998-2004." Connexion: Journal of Humanities and Social Sciences, 12(1), 119-133.


บัญชา ราชมณี. 2560. “ความเลื่อนไหลของความเป็นชายในเพลงลูกทุ่งปักษ์ใต้.” ใน เอกสารประกอบการประชุมระดับชาติ เครือข่ายประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยาและสังคมวิทยาภาคใต้ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2560 “ฆาตกรรม อาชญากรรม และภาวะนอกกฎหมายในภาคใต้ของไทย”. (น. 272-277). นครศรีธรรมราช: มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์.

บัญชา ราชมณี. 2558. “เพลงดิเกร์มิวสิค: เงื่อนไขปัจจัย พัฒนาการและตำแหน่งแห่งที่ในโลกความบันเทิงมลายูปัตตานี.” สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, 8(8). 259-302.

บัญชา ราชมณี. 2557. “พัฒนาการเพลงดิเกร์มิวสิคในวัฒนธรรมดนตรีร่วมสมัยในโลกมลายูปาตานี.” (วิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์).

บัญชา ราชมณี. 2555. “ความบันเทิงในปาตานี อุตสาหกรรมดนตรีและดิเกร์มิวสิค.” เอกสารนำเสนอการประชุมทางวิชาการระดับชาติสาขาสังคมวิทยา ครั้งที่ 4 หัวข้อ “แผ่นดินเดียวกัน แต่เหมือนอยู่คนละโลก: วาระการวิจัยเพื่ออนาคต” ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์. กรุงเทพฯ.

บัญชา ราชมณี. 2555. “Ayat-ayat cinta กับวัฒนธรรมสมัยนิยมในหมู่ชาวมุสลิมของสังคมไทย”. เอกสารการนำเสนอการสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ครั้งที่ 11 ประจำปี 2554 หัวข้อประชุมเรื่อง “สังคมนอกกะลา: เดินหน้า ถอยหลังหรือย่ำอยู่กับที่” ณ โรงแรมไดอิชิ, สงขลา.

บัญชา ราชมณี. 2554. “โมเดิร์นดิเกร์มิวสิค:อุตสาหกรรมดนตรีและพัฒนาการสื่อบันเทิงในปาตานี.” ใน สภาวะความเป็นสมัยใหม่อันแตกกระจาย: การค้นหาประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมปาตานี. รุไบยาต, 2(3). 298-332.


วิทยานิพนธ์

บัญชา ราชมณี. 2565. ประวัติศาสตร์อารมณ์ของชาวอินโดนีเซียจากยุคอาณานิคมจนถึงยุคหลังสุฮารโต.

Bancha Ratmanee. 2022. History of Emotions from Colonial Era to the Post-Suharto Indonesia.


บทคัดย่อ

วิทยานิพนธ์ชิ้นนี้มุ่งศึกษาประวัติศาสตร์อารมณ์ความรู้สึกของชาวอินโดนีเซียตั้งแต่ในยุคอาณานิคมจนถึงในยุคหลังสุฮารโต โดยให้ความสนใจไปที่ชาวมุสลิมหรืออุมมะฮ์มุสลิมอินโดนีเซียอันเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ  แม้ที่ผ่านมาจะมีงานศึกษาอารมณ์ความรู้สึกทั้งในสาขาจิตวิทยาและมานุษยวิทยาออกมาจำนวนมาก  แต่งานเหล่านี้ก็ยังประสบกับทางตันทั้งในด้านวิธีการศึกษาและแนวคิด จนทำให้ไม่อาจทำความเข้าใจหรือจับอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างชัดเจน รวมทั้งไม่อาจแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์ความรู้สึกกับการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ ช่องว่างดังกล่าวจึงเปิดโอกาสให้ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการศึกษาทางประวัติศาสตร์และแนวคิดเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของวิลเลียม เรดดี้ (Williams Reddy) มาประยุกต์ใช้ โดยวิธีการศึกษาแบบตีความตัวบทและแนวคิดเรื่องพจนารมณ์ (emotive) ที่มองว่าคำพูดที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของปัจเจกบุคคลนั้น เป็นความพยายามแสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกผ่านภาษา  แต่ทั้งนี้เพราะภาษาไม่อาจจับความรู้สึกได้ทั้งหมด การสื่อสารดังกล่าวมักจะลงเอยด้วยความล้มเหลวอยู่เสมอซึ่งเป็นสากลลักษณะของมนุษย์  และคำพูดเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกจึงมีการเรียกเอาความรู้สึกใหม่ ๆ ขึ้นมาเสมอ อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความรู้สึก การเมือง และประวัติศาสตร์ ทั้งนี้ จากการศึกษาอารมณ์ความรู้สึกของอุมมะฮ์มุสลิมอินโดนีเซียผ่านวรรณกรรมอินโดนีเซียสมัยใหม่และหลักฐานชั้นรอง เช่น คำปราศรัย ข่าว และการบรรยายธรรมสาธารณะ ก็ทำให้พบว่า พจนารมณ์ของอุมมะฮ์มุสลิมอินโดนีเซียตั้งแต่ในช่วงอาณานิคมจนถึงยุคหลังสุฮารโตมีความแตกต่างกัน โดยลักษณะเด่นของพจนารมณ์ในช่วงเวลาต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงล้อไปกันกับระบอบการเมืองในแต่ละยุคสมัย  ในขณะเดียวกัน การกระทำของอุมมะฮ์มุสลิมอินโดนีเซียในแต่ละยุคสมัยก็ยังเป็นตัวขับเคลื่อนและก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซีย โดยการทำงานประสานกับทางอุดมการณ์หรือความคิดซึ่งจะเร่งเร้า สร้างสมดุล เพิ่มเข้มข้น และเจือจางไปเจตจำนงของปัจเจกบุคคล ชนชั้นนำ ผู้ใต้ปกครอง หรือพรรคการเมืองทั้งแบบที่มุ่งควบคุมการเมืองอย่างเข้มงวดเพื่อเสถียรภาพและมุ่งปลดปล่อยเสรีภาพทางการเมือง  กล่าวได้ว่า การศึกษาประสบการณ์ทางอารมณ์ของอุมมะฮ์มุสลิมอินโดนีเซียของวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ได้เผยให้เห็นว่า ความคิด อารมณ์ความรู้สึก และการเมืองมีปฏิสัมพันธ์อย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้  โดยโต้แย้งสมมติฐานที่ว่าธรรมชาติของมนุษย์สามารถแปรผันได้โดยสิ้นเชิง  เนื่องจากสมมติฐานดังกล่าวขัดแย้งความเข้าใจในเรื่องลักษณะสำคัญเฉพาะทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังทำลายความหวังในเรื่องสิทธิและเสรีภาพทางการเมือง  แต่ถ้าเรายังมองว่าประสบการณ์หรืออารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์เปลี่ยนแปลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ และสิ่งที่เรารู้สึกเป็นเพียงการสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมแล้ว ดูเหมือนว่าความทุกข์ทนของคนอื่นหรือเรื่องเสรีภาพก็เป็นเพียงสิ่งที่ไร้นัยยะสำคัญสำหรับการปลดปล่อยทางการเมือง เพราะเป็นเพียงอีกผลผลิตหนึ่งในอีกบริบททางประวัติศาสตร์เท่านั้น หรือสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงผลผลิตของบริบททางวัฒนธรรมอื่นที่อาจดำรงอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง  แต่กรอบคิดเรื่องพจนารมณ์ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า เสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพที่จะเปลี่ยนแปลงความรู้สึก ตัวตน และประวัติศาสตร์นั้นเป็นสากลลักษณะของมนุษย์  กล่าวโดยสรุป นโยบายจริยธรรมของรัฐบาลอาณานิคมในหมู่เกาะอินดีสตั้งแต่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้ก่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกทางศีลธรรมแบบสมัยใหม่ที่อิงอยู่กับหลักเหตุผลและเสรีภาพบางอย่างขึ้นในหมู่ชาวพื้นเมือง ซึ่งกลายเป็นสิ่งหล่อหลอมและขับเคลื่อนอุมมะฮ์มุสลิมอินโดนีเซียให้ลุกขึ้นมาเรียกร้องและต่อสู้แบบยอมพลีชีพเพื่อเอกราชของชาติที่ชื่อว่าอินโดนีเซีย  แต่อารมณ์ความรู้สึกแบบปฏิวัติเช่นนี้ก็ก่อให้เกิดความตึงเครียดทางสังคม-การเมืองอินโดนีเซียตลอดช่วงประธานาธิบดีสุการโน จนกระทั่งนำไปสู่การรัฐประหารและกวาดล้างอารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวให้ออกไปจากสังคม-การเมืองอินโดนีเซียในช่วงยุคระเบียบ ซึ่งต้องการแยกปริมณฑลทางศาสนากับการเมืองออกจากกัน โดยนำอุมมะฮ์มุสลิมอินโดนีเซียเข้ามาอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบปิตาธิปไตย และผลักให้เรื่องศาสนาไปอยู่ในพื้นที่ชายขอบทางวัฒนธรรม  แต่ในที่สุด ความตึงเครียดทางศีลธรรมแบบยุคระเบียบใหม่ก็ได้ระเบิดออกมาเมื่ออำนาจเผด็จการทหารของสุฮารโตถูกตั้งคำถามและหมดความชอบธรรมทางการเมืองไปในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ก่อนที่สังคม-การเมืองอินโดนีเซียจะเริ่มเดินเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูป ซึ่งมาพร้อมกับระบอบความรู้สึกที่เชิดชูความอดกลั้นทางศาสนา



พีรณัฐ เปี่ยมศักดิ์สันติ / Peeranut Pieamsuksunti



Email: biranatha.pium@gmail.com

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน
-

ความสนใจทางวิชาการ
ประวัติศาสตร์, สังคมวิทยา, รัฐศาสตร์, สังคมและวัฒนธรรม, ธรรมชาติ, ป่าไม้และสัตว์ป่า


ประวัติการศึกษา
ศศ.ม. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2565.
ศศ.บ. (ประวัติศาสตร์) เกียรตินิยมอันดับ 2, มหาวิทยาลัยนเรศวร, 
2560.

วิทยานิพนธ์
พีรณัฐ เปี่ยมศักดิ์สันติ. 2565. วัฒนธรรมนิยมไพร: ว่าด้วยเรื่องเล่า, สมาคม และความเป็นชาย ของสังคมไทยตั้งแต่ทศวรรษ 2450 ถึง ทศวรรษ 2500

Peeranut Pieamsuksunti. 2022. Wildlife Adventure: On its Narratives, a Society and Masculinity of Thai Society between the 1910s to the 1960s

บทคัดย่อ
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ต้องการศึกษา “วัฒนธรรมนิยมไพร” ในช่วงทศวรรษ 2450 ถึงทศวรรษ 2500 ที่มีความสัมพันธ์กับคนไทยด้านชนชั้น การใช้เวลาว่าง ความเป็นชาย และความคิดที่มีต่อธรรมชาติ

จากการศึกษาทำให้เห็นว่าวัฒนธรรมนิยมไพรในสังคมไทยเกิดขึ้นได้เนื่องจากสภาวะความเป็นสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรัฐปกครองแบบรวมศูนย์และการขยายตัวของเศรษฐกิจการค้า สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการขยายตัวของชนชั้นกลางผู้มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ประกอบกับเริ่มเกิดแนวคิดธรรมชาตินิยม จึงทำให้บางคนนิยมการเที่ยวป่าล่าสัตว์ หรือที่เรียกกันว่า “นักนิยมไพร”  นอกจากนี้ ยังมีนักนิยมไพรบางคนนำประสบการณ์การเข้าป่าล่าสัตว์มาถ่ายทอดผ่านเรื่องเล่าเชิงสารคดีและนวนิยาย โดยเรื่องเล่าเหล่านี้ได้นำเสนอภาพความเป็นชายที่สมบูรณ์แข็งแรง อดทน กล้าหาญ และรักพวกพ้อง  ทำให้มีหลายคนอยากมีภาพลักษณ์แบบนี้เช่นกัน นำมาสู่การสะสมเขี้ยวเขางาของสัตว์ จึงส่งผลให้สัตว์ป่าถูกฆ่าและลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว

การลดลงของพื้นที่ป่าและสัตว์ป่าทำให้นักนิยมไพรบางคน อาทิ นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุลจัดตั้ง “นิยมไพรสมาคม” ขึ้น เพื่อเผยแพร่และทำกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และผลจากการกระจายตัวของอุดมการณ์นี้ ทำให้วัฒนธรรมนิยมไพรเปลี่ยนจากการเข้าป่าเพื่อท่องเที่ยวล่าสัตว์ มาสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มากขึ้น

ABSTRACT
This thesis intends to study “Wildlife Adventure” of Thai society in 1910s-1960s that had a relationship with class, leisure, masculinity and natural conceptual in Thai society.

Studies shown that Wildlife Adventure emerges because modernization, whether building absolute monarchy-state and prostitution of commercial economy. These factor lead off expansion of the middle class who have confidence in themselves. And beginning of naturalism. So some people want to travelling including hunt and adventure tourism which we call “Wildlife Adventurer”. Some Wildlife Adventurer have relayed their experience of hunting through writing and novels. These stories present a conception of masculinity, strong, patient, fearless and brotherhood, make many people to want an image like this. It lead to the collection skin and bone of animals. So, wild animals are killed and their number are rapidly decreasing.

The decreasing of jungle and animal brought some Wildlife Adventurer such as Doctor Boonsong Lekagul established the “Association for The Conservation of Wildlife, Thailand” for natural conservation movement. It change the form of Wildlife Adventure, from hunting to more natural conservation tourism.

วรพจน์ วิเศษศิริ / Worapot Wisetsiri


Email: baba_birdram@hotmail.com, worapot.v@tsu.ac.th

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน
อาจารย์ประจำหลักสูตร การศึกษาบัณฑิต สังคมศึกษา

สาขาวิชาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ


ความสนใจทางวิชาการ
ไทยศึกษา , ท้องถิ่นศึกษา

ประวัติการศึกษา
ปร.ด. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2565.
ศศ.ม. (ประวัติศาสตร์), มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2559.
ศศ.บ. (ประวัติศาสตร์), มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2552

วิทยานิพนธ์
วรพจน์  วิเศษศิริ. 2565. การสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยของคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขร มณฑลตะนาวศรี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
Worapot Wisetsiri. 2022. Creating Thai identity of The Thai displaced people, Ban Singkhon , Tanintharyi Territory of the Republic of the Union of Myanmar

บทคัดย่อ
การศึกษาเรื่อง การสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยของคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขร มณฑลตะนาวศรี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ผู้วิจัยได้กำหนดความมุ่งหมายของการศึกษาไว้ 3 ประเด็น คือ ศึกษาวิถีชีวิตของคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขร มณฑลตะนาวศรี ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา วิเคราะห์เงื่อนไขการก่อรูปอัตลักษณ์ของคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรในบริบทของสังคมเมียนมา และเพื่อสังเคราะห์กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขร ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในการศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยกำหนดขอบเขตพื้นที่ศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามด้วยเทคนิคการสัมภาษณ์ การสังเกต และการสนทนาแบบมีประสบการณ์ร่วมจากกลุ่มคนไทยที่อาศัย ณ บ้านสิงขร มณฑลตะนาวศรี ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา รวมทั้งศึกษาข้อมูลจากเอกสารและหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาศึกษาวิเคราะห์ตามขอบเขตที่กำหนด สรุป และรายงานผลการศึกษาด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์

ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มคนไทยหมู่บ้านสิงขร ตำบลตะนาวศรี อำเภอตะนาวศรี จังหวัดมะริด ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในปัจจุบัน มีความสำคัญไม่ใช่แค่เป็นพื้นที่ที่คนไทยพลัดถิ่นอาศัยอยู่ แต่มีความสำคัญในเชิงการเป็นประวัติศาสตร์ร่วมกันของไทยและเมียนมา เนื่องจากเดิมพื้นที่ดังกล่าวนี้ เดิมเป็นเมืองตะนาวศรีและเมืองมะริดซึ่งมีความสำคัญต่อการค้าทางทะเลในอดีต โดยทั้งสองเมืองนี้มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับรัฐโบราณในแถบพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตั้งแต่ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่ต่อมาช่วง พ.ศ.2411 มีการปักปันเขตแดนสยาม - เมียนมาตั้งแต่บริเวณแม่ฮ่องสอนจนถึงระนอง โดยสยามและอังกฤษที่ปกครองในอินเดียและเมียนมา ส่งผลให้เกิดคนไทยพลัดถิ่นในพื้นที่หมู่บ้านสิงขร เมืองตะนาวศรี จังหวัดมะริด มณฑลตะนาวศรี ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาจนมาถึงปัจจุบัน

กลุ่มคนไทยบ้านสิงขรมีลักษณะประเพณี วัฒนธรรมและวิถีชีวิตต่างๆ คลายคลึงกับกลุ่มวัฒนธรรมในภาคใต้ตอนบนของไทย ที่เรียกว่า “กลุ่มวัฒนธรรมบางสะพาน”  กล่าวคือ การมีระบบเสียงภาษาไทยแบบท้องถิ่นรวมไปถึงการมีประเพณี วัฒนธรรมและวิถีชีวิต ค่อนข้างคล้ายคลึงกับกลุ่มคนในอำเภอบางสะพานและบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ของประเทศไทย

ส่วนประเด็นการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยของคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขร  พบว่า กลุ่มคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรได้มีการปรับเปลี่ยนและสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยของตนตั้งแต่ พ.ศ. 2490 เป็นต้นมา ซึ่งมีอยู่ 3 ระยะ คือ ระยะการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์คนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรช่วงหลังได้รับเอกราช, การปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์คนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรช่วงสถานการณ์สงครามของรัฐบาลทหารเมียนม่ากับชนกลุ่มน้อยจนถึงหลังเจรจาหยุดยิงของชนกลุ่มน้อยในเมียนมาและการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์คนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรภายหลังการเกิดประชาคมอาเซียน

การสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยของคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรเป็นการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตนเองเพื่อความอยู่รอดในพื้นที่มาโดนตลอดตามสถานการณ์และบริบทต่าง ๆ ทั้งในไทยและเมียนมา ตั้งแต่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา กล่าวคือ ช่วงหลังจากเมียนม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ คนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดต่อของตนเองตามนโยบายของรัฐบาลเมียนม่าโดยเฉพาะการศึกษา แต่คนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรก็ยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิมของตนอยู่ร่วมไปถึงวัฒนธรรมบันเทิงสมัยใหม่จากฝั่งไทยอย่างเช่นความนิยมในเพลงลูกทุ่ง แต่ต่อมาเกิดสถานการณ์สงครามของรัฐบาลทหารเมียนม่ากับชนกลุ่มน้อยมีการต่อสู้อย่างรุนแรง ส่งผลให้การปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ของคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรเป็นไปเพื่อความอยู่รอดภายใต้สถานการณ์อย่างรุนแรงรวมไปถึงมีเรียกร้องความเป็นพลเมืองคนไทยในทุกมิติจากฝั่งไทย แต่อย่างไรภายหลังสถานการณ์ความรุนแรงสงบลง คนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรได้ปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตนตามการเปิดประชาคมอาเซียน ซึ่งการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ความเป็นไทยในช่วงดังกล่าวนี้ไม่ได้ปรับเปลี่ยนเพื่อเป็นการต่อรองหรือความอยู่รอดในบริบทของเมียนม่าอย่างเดียว แต่ปรับเปลี่ยนตนเองให้น่าสนใจ โดยเฉพาะการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของตนรวมไปถึงการเล่าประวัติศาสตร์เมืองตะนาวศรีเพื่อเป็นการดึงดูดการท่องเที่ยวจากฝั่งไทยให้เข้ามาในพื้นที่ รวมไปถึงหน่วยงานต่าง ๆ จากฝั่งไทยเข้ามาเยี่ยม ส่งผลให้เกิดรายได้ในหมู่บ้านรวมไปถึงความช่วยเหลือต่าง ๆ จากหน่วยงานที่เข้ามาเยี่ยมชม แต่อย่างไรก็ตาม โอกาสทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขรต้องหยุดชะงักลงชั่วคราวอันเนื่องมาจากการเกิดโรคระบาดโควิด-19

ABSTRACT
This thesis aims study the Creation of Thai Identity of the Displaced Thais in Ban Singkhon, Tanintharyi Region, Republic of the Union of Myanmar.  The researcher has set the objectives of the study in 3 issues.  The first one is to study the way of life of displaced Thai people in Ban Singkhon, Tanintharyi Province, Republic of the Union of Myanmar.  The second purpose is to analyses the conditions of identity formation of the displaced Thai people in Ban Singkhon in the context of Myanmar society. The third one is to synthesize the process of creating the identity of the displaced Thai people in Ban Singkhon Republic of the Union of Myanmar.   In this study,the qualitative research methods have been implemented. The boundaries of the study area were determined and field data were collected by means of interviewing, observation and experiential conversation techniques from a group of Thai people living at Ban Singkhon, Tanintharyi County, Republic of the Union of Myanmar. Including studying information from various documents and evidence, the data obtained were analyzed within the specified scope, summarized and reported the results by descriptive analysis.

The results of the study revealed that the group of Thai people in Singkhon Village, Tanaosri Sub-district, Tanaosri District, Myeik Province, the Republic of the Union of Myanmar at present is crucial not only to be the area where Thai displaced people live but played important role being a joint history of Thailand and Myanmar since the area was originally formerly Tanaosri and Myeik, the chief location in maritime trade. Both cities had trade relations with ancient states in Southeast Asia since the founding of Ayutthaya Kingdom until the early Rattanakosin period.  However, later in the year 1868, the border between Siam and Burma was demarcated from Mae Hong Son to Ranong by Siam and British rule in India and Burma. As a result, Thai people were displaced in the area of Singkhon Village. Tanintharyi City, Myeik Province, Tanintharyi Province, Republic of the Union of Myanmar until now.

As for the issue of creating a Thai identity of the displaced Thai people in Ban Singkhon, it was found that the displaced Thai people in Ban Singkhon had modified and created their Thai identity since 1947, existed in 3 phases. Namely, the identity change of the displaced Thai people in Ban Singkhon after independence, the identity of the displaced Thai people in Ban Singkhon during the war situation of the Burmese military government against ethnic minorities until after the ceasefire negotiations between the ethnic minorities in Myanmar and the change in identity of the displaced Thai people after the emergence of the ASEAN Community.

The creation of a Thai identity of the displaced Thai people in Ban Singkhon is a change in their own identity for survival in the area according to different situations and contexts, both in Thailand and Myanmar since the period after World War 2 onwards. After Myanmar gained independence from England. The displaced Thai people of Ban Singkhon have adapted for their own survival according to the policies of the Burmese government, especially education.  The displaced Thai people of Ban Singkhon still maintain their traditional way of life, including the modern entertainment culture from Thailand, such as the popularity of luk thung songs.  Later, there was a war situation of the Burmese military government with ethnic minorities, with intense fighting. As a result, the identity of the Thai people displaced at Ban Singkhon was to survive under severe circumstances, including the demand for Thai citizenship in every dimension from the Thai side. But after the violent situation calmed down The displaced Thai people of Ban Singkhon have changed their identity according to the opening of the ASEAN Community. The change in Thai identity during this period was not adjusted for bargaining or survival in the context of Myanmar alone and modify themselves to be interesting, especially telling the story of their own history, telling the history of Tanintharyi city in order to attract tourism from the Thai side to the area, including various agencies from the Thai side came to visit Resulting in income in the village as well as various assistance from the visiting agencies. However, the economic and tourism opportunities of the displaced Thai people in Ban Singkhon have been temporarily halted due to the outbreak of the COVID-19 epidemic.
 

วัชรวุฒิ ซื่อสัตย์ / Wacharawuth Suesat



Emailwacharawuth.s@msu.ac.th, oa.apsa@gmail.com


ตำแหน่งในปัจจุบัน: อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ประเทศไทย

ความสนใจทางวิชาการ
เพศวิถี และเควียร์ศึกษาการพัฒนาชุมชนและสังคม, พฤติกรรมสุนัขจรจัด และวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าชนิดกิน

ประวัติการศึกษา
ปร.ด. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2564.
ศศ.บ. (พัฒนาสังคม) เกียรตินิยมอันดับ 1, มหาวิทยาลัยนเรศวร, 
2556.
กศ.บ. (การศึกษา) เกียรตินิยมอันดับ 1, มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2556

วิทยานิพนธ์
วัชรวุฒิ ซื่อสัตย์. 2563. การประกอบสร้าง ความทับซ้อน ซับซ้อน และเลื่อนไหลของอาณาบริเวณ : กรณีศึกษา ชุมกะเทยในไทยและเยอรมนี

Wacharawuth Suesat. 2020. A Reconstruction, Overlap, Complexity, and Flow of The Territory: A Case Study of Kathoey Assemblage in Thailand and Germany

บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์การประกอบสร้าง ความทับซ้อน ความซับซ้อน และการเลื่อนไหลของอาณาบริเวณทางสังคม วัฒนธรรม และจินตกรรมของกะเทยคาบาเรต์โชว์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบการสร้างทฤษฎีฐานรากของสำนักประกอบสร้างนิยม เก็บรวบรวมข้อมูลจากกะเทยที่เป็นนักแสดงคาบาเรต์ จำนวน 23 ราย ในประเทศไทย และประเทศเยอรมนี ด้วยแนวสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง แบบสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และบันทึกประจำวัน ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลพร้อมกับการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลได้รับการตรวจสอบซึ่งกันและกัน และนำเสนอผลการศึกษาเป็นมโนทัศน์ใหม่

ผลการศึกษา แบ่งออกเป็น 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก ปัจเจกกะเทยปรากฏอัตลักษณ์ และตัวมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2038-2068 ผ่านเอกสารทางประวัติศาสตร์ ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว ส่วนการรวมกลุ่มของกะเทย และอาณาบริเวณสังคม ปรากฏในเอกสารสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือพิมพ์รายวัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 ประการที่สอง การรวมกลุ่มของกะเทยในลักษณะแบบ “ชุมกะเทย” ผ่านการประกอบสร้างอาณาบริเวณทางสังคม วัฒนธรรม และจินตกรรมที่มีความทับซ้อน ซับซ้อน และเลื่อนไหลเหนืออาณาบริเวณทางกายภาพแบบพ้นพรมแดน ประการสุดท้าย ระบบความสัมพันธ์ทางสังคมของกะเทย หรือ “ระบบแม่” เป็นรูปแบบการใช้อำนาจของกะเทยในรูปแบบของการอุปถัมภ์ ควบคุม และจัดการ ซึ่งถูกเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกกะเทย และบริบทของสังคมกระแสหลัก

ABSTRACT
The study aimed at analyzing and synthesize a reconstruction, overlap, complexity, and flow of the social, culture, and imaginary territory of the Kathoey cabaret performers. By using research, the constructionism grounded theory by Kathy Charmaz, the samples were collected from 23 Kathoey cabaret performers in Thailand and Germany. The instruments used were the non-structured interview form, participant observation form, and memo form. Data were collected and analyzed using comparative analysis mode, scrutinizing categories, and conceptualization.

The results of the study were as follows: 1) The Individual Kathoeys had their identities and images appeared through the historical documents, photos, and animations since B.E. 2038-2068. As well, the Kathoey assemblage and social territory had appeared on Thai newspaper publications since B.E. 2478. 2) The Kathoey assemblage has been reconstructed in form of the social, cultural, and imaginary domains that are overlapping, complex, and fluid beyond physical demarcations and surpassing territorial boundaries. 3) Social relation of Kathoey, the so-called “mother clanship system”, is a form of power exercised by Kathoey within the Kathoey’s realm. The nature of power consists of patronage, control, and manipulation, which are linked to the relationships between individual Kathoey and the context of the mainstream society.



ณภัทรสรา ดาวษาวะ / Naphatsara Daosawa


Email: Naphatsara.d@msu.ac.th

ตำแหน่งงานในปัจจุบัน
อาจารย์ประจำหลักสูตรภาษาและวัฒนธรรมอาเซียน ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ความสนใจทางวิชาการ
ภาษาลาว, วรรณคดีลาว, ผู้หญิง, แบบเรียนลาว

ประวัติการศึกษา
ปร.ด. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2565
ศศ.ม. (ภาษาลาว), มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2553
ศศ.บ. (ภาษาไทย), มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2546
ประกาศนียบัตรวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2544
 
วิทยานิพนธ์
ณภัทรสรา ดาวษาวะ. 2564. การประกอบสร้างความเป็นแม่ยิงในแบบเรียนวรรณคดีลาว ค.ศ. 1975-2016

Naphatsara Daosawa. 2021. The Cconstructions of Lao Women in Lao Literature Textbook from 1975-2016

บทคัดย่อ
วิทยานิพนธ์เรื่อง “การประกอบสร้างความเป็นแม่ยิงในแบบเรียนวรรณคดีลาว ค.ศ. 1975-2016”  เป็นการศึกษาเรื่องเล่าในแบบเรียนวรรณคดี ระดับชั้นมัธยมศึกษา ระหว่างปี ค.ศ. 1975-2016 จำนวน 18 เล่ม มีเรื่องเล่าที่นำเสนอภาพลักษณ์ผู้หญิง จำนวน 53 เรื่อง จุดประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นหญิงผ่านเรื่องเล่าในแบบเรียนวรรณคดี ผ่านองค์ประกอบการเล่าเรื่อง กลวิธีการเล่าเรื่อง และพลวัตของเรื่องเล่าในแบบเรียนวรรณคดี โดยใช้แนวคิดศาสตร์แห่งเรื่องเล่า (Narratology) และแนวคิดเรื่องการสวมบทบาท (Performative) เพื่อแสดงให้เห็นลักษณะของเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้หญิงที่ได้รับการคัดเลือกให้บรรจุในแบบเรียนวิชาวรรณคดี ศึกษาพลวัต เพื่อแสดงให้เห็นลักษณะร่วม ลักษณะเฉพาะของเรื่องเล่าในแบบเรียน และการประกอบสร้างความเป็นหญิงผ่านแบบเรียนวรรณคดีอย่างไรบ้าง จากการศึกษาพบว่าแบบเรียนวรรณคดีเป็นเครื่องมือของรัฐในการกล่อมเกลา ประกอบสร้างคุณลักษณะพึงประสงค์ และไม่พึงประสงค์ของรัฐ โดยผ่านกลวิธีการเล่าเรื่อง ตัวละคร ฉาก แก่นเรื่อง เรื่องเล่าในแบบเรียนวรรณคดีประกอบด้วยเรื่องเล่าหลายประเภท ได้แก่ นิทาน ตำนาน เรื่องสั้น นวนิยาย เรื่องเล่าแต่ละประเภทมีจุดมุ่งหมายของการเล่าที่แตกต่างกัน และได้รับการคัดสรรให้บรรจุในแบบเรียนอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละยุค เพื่อพัฒนาคุณลักษณะพลเมืองให้สอดคล้องกับนโยบายทางการศึกษาของรัฐ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของรัฐ การประกอบสร้างความเป็นหญิงในแบบเรียนวรรณคดีแต่ละยุคมีทั้งลักษณะร่วม และลักษณะเฉพาะ อนึ่งบทบาทของผู้หญิงได้ประกอบสร้างผ่านอุดมการณ์เกี่ยวกับชาติ ศาสนา จารีตประเพณี และแนวคิดเรื่องความงามในแต่ละยุคแตกต่างกัน ซึ่งเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจของสังคมลาว และสังคมโลกในปัจจุบัน

ABSTRACT
The thesis titled “Creating and assembling of Lao feminity in the Lao literature textbooks published between 1975-2016” delved into storytelling found in 18 secondary school textbooks for which 53 stories that portrayed the image of Lao women were examined. The study was intended to examine femininity through storytelling in the literature textbooks where the narrative elements, storytelling strategies, and narrative dynamics were considered. The concepts of narratology and performative were employed in this study. Furthermore, the study was purposed to illustrate the nature of the narrated women stories that were chosen to be included in the literature textbooks. The stories’ dynamics were also studied in order to identify the common and unique characteristics of such    narratives. Results revealed that the government utilized the textbooks, which contained the narrative strategies, characters, scenes, and themes, to create desirable characteristics of the populace or eliminate ones that were regarded as undesirable. Narratives in the literature lessons consisted of various metaphoes including folklore, tales, short stories, and novels. Each type of narrative served different purposes and was specifically selected, in accordance with each period, to be included in the curriculum. The main objective of this process was to characterize citizens who were commensurated with the state’s educational policies, economic and social development plans. The constructions of Lao feminity in each period resulted in both common and unique characteristics. Although the roles of women which have been created through the national ideology, religions, customs, and concepts of beauty were different in each period, there are related to the social and economic changes of the Lao society and the present world society.

 

กฤชกร กอกเผือก / Krijakara Kokpuak

 

Email: Krijakara@gmail.com

ตำแหน่งในปัจจุบัน: นักวิจัยอิสระ

ความสนใจทางวิชาการ
ประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย, ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญา, ประวัติศาสตร์สังคมชนชั้นล่าง

ประวัติการศึกษา
ศศ.ม. (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา), มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2563.
ศศ.บ. (ประวัติศาสตร์) เกียรตินิยมอันดับ 2, มหาวิทยาลัยนเรศวร, 
2558.

วิทยานิพนธ์
กฤชกร  กอกเผือก. 2563. การสร้างประวัติศาสตร์แห่งชาติฉบับมาตรฐานของประเทศไทยในช่วงทศวรรษ 2450-2520

Krijakara  Kokpuak. 2020. The Making of Thailand’s Official National History, 1910s - 1980s

บทคัดย่อ
วิทยานิพนธ์เรื่อง “การสร้างประวัติศาสตร์แห่งชาติฉบับมาตรฐานของประเทศไทยในช่วงทศวรรษ 2450 - 2520” แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีการพิมพ์ได้สร้างการรับรู้เวลาแบบใหม่หรือเรียกว่า กาลเวลาแบบสุญกาล (empty time) ให้แก่สังคมสยามไทย  อันทำให้เกิดจารีตงานเขียนแบบใหม่ที่วางอยู่ในกรอบกาลเวลาแบบสากล  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ให้ความสนพระทัยต่อการสอบสวน “อดีต” ของวัตถุ เหตุการณ์ หรือขนบธรรมเนียม ดังปรากฏพระราชนิพนธ์ เช่น พระพุทธบุษยรัตน์ พระปฐมเจดีย์ เมืองลพบุรี และพระราชพิธีโสกันต์ ซึ่งอยู่ในจารีตการเขียนแบบใหม่ที่มีคุณลักษณะสำคัญแตกต่างไปจากงานเขียนของสยามในช่วงก่อนหน้า อย่างน้อยสามประการ คือ การตั้งอยู่ภายใต้กรอบกาลเวลาสากล การมีลักษณะของการเรียงตามลำดับเวลา และความเป็นเอกภาวะในตัวเองของวัตถุหรือเหตุการณ์ใน “อดีต” อันถือรากฐานของการก่อรูปของประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยสมัยใหม่

เมื่อถึงช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชนชั้นนำสยามไทยรุ่นต่อมา ซึ่งมีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เป็นผู้นำ ก็ได้ขยายความคิดกาลเวลาแบบสุญกาลให้ขยายออกไป ผ่านการพิมพ์หนังสือ ดรุโณวาท ในช่วง พ.ศ.2417-2418 และการพิมพ์หนังสือ วชิรญาณ กับ วชิรญาณวิเศษ ในช่วง พ.ศ.2427-2448 โดยได้มีการนำเอาเอกสารลายลักษณ์ต่าง ๆ ที่มีเนื้อหาเล่าถึงเรื่องราวใน “อดีต” อย่างเช่น คำแปลจารึก พระราชพงศาวดาร คำให้การ หรือหนังสือราชการต่าง ๆ  มาตีพิมพ์ อันเป็นการกระตุ้นการค้นคว้าเรื่องราวใน “อดีต” ให้ขยายวงกว้างออกไป  ดังเห็นได้จากงานเขียนสำคัญ เช่น หนังสือ พระราชวิจารณ์จดหมายความทรงจำของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพ) ตั้งแต่ จ.ศ.1129-1182 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ  หนังสือ พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในช่วงตั้งแต่ทศวรรษ 2450-2460 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือ แสดงบรรยายพงศาวดารสยาม ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงพระนิพนธ์ เมื่อ พ.ศ.2467 คือความพยายามเขียน “อดีต” อันความเก่าแก่และยาวนานเพื่อแสดงสัญญะของความมีอารยธรรมของชนชั้นนำสยามไทยและประเทศของพวกเขา  โดยในงานเขียนเกี่ยวกับ “อดีต” ของชนชั้นนำสยามไทยในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น เหตุการณ์ “อดีต” เป็นเหตุการณ์ที่ดำรงอยู่ด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ต่อเหตุการณ์ “ปัจจุบัน” และเหตุการณ์ “อนาคต” อย่างไร

เมื่อถึงทศวรรษ 2470 งานเขียนเกี่ยวกับ “อดีต” ได้เริ่มให้ความสำคัญกับ “ชนชาติไทย” ในฐานะแกนกลางของการเล่าเรื่องมากขึ้นดังปรากฏหนังสือสำคัญหลายชิ้น โดยเฉพาะหนังสือ สยามและสุวรรณภูมิ ของหลวงวิจิตรวาทการ ถือได้ว่าเป็นแสดงให้เห็นถึงการมีสำนึกประวัติศาสตร์และมีลักษณะของการเป็นประวัติศาสตร์นิพนธ์สมัยใหม่อย่างชัดเจน เพราะผู้เขียนมีเป้าหมายในการเขียนเพื่อกระตุ้นให้เกิดความรักในชาติไทย โดยแสดงความเป็นมาของชนชาติไทยใน “อดีต” ว่ามีความเสื่อมลงเรื่อยมา  และได้ส่งผลมาถึง “ปัจจุบัน”  แต่หลวงวิจิตรวาทการเห็นว่าการกระตุ้นให้เกิดความรักในชาติไทยจะสามารถสร้าง “อนาคต” ของชาติไทยไม่ให้มีแนวโน้มที่เสื่อมลงไปเรื่อย ๆ และให้กลับมามีความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งได้ อันเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงการสำนึกรู้และการนำเอากาลเวลาแบบอัตกาล (embodies time) มาใช้ในการเขียน “อดีต” ของชนชาติ

ภายหลังการอภิวัฒน์สยาม พ.ศ.2475 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานราชการใหม่ มีการตั้งราชบัณฑิตยสถานและกรมศิลปากรขึ้น โดยทั้งสองหน่วยงานล้วนมีบทบาททั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการพัฒนาการค้นคว้าประวัติศาสตร์แห่งชาติเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นประชาชนให้เกิดความรักชาติ  การพยายามผลักดันโครงการเขียนประวัติศาสตร์แห่งชาติฉบับมาตรฐานขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2477 ของหลวงวิจิตรวาทการ  และการพยายามวางเค้าโครงประวัติศาสตร์แห่งชาติไทย พ.ศ.2485 แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ  แต่ข้าราชการที่เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ในความพยายามเขียนประวัติศาสตร์แห่งชาติฉบับมาตรฐานทั้งสองครั้งนี้ก็ได้มีเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการทำงานของคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งจัดตั้งขึ้นใน พ.ศ.2495 กระทั่งประสบความสำเร็จและมีงานเขียนทางประวัติศาสตร์ออกมาจำนวนมากในช่วงทศวรรษ 2510-2520 จนกล่าวได้ว่า คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยเป็นองค์กรราชการที่มีหน้าที่สำคัญอันเกี่ยวข้องกับการเขียนประวัติศาสตร์แห่งชาติไทยฉบับมาตรฐานโดยตรงของประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

ABSTRACT
This thesis entitled “The Making of Thailand’s National History, 1950s - 1980s” aims to expose that how a printing technology had made the perception of New Time emerged in Thai Society, the concept of empty time. Simultaneously it engenders a new writing tradition, which posits its narrative in the universal time. Rama IV had become important figure attempted to investigatethe past of things, events or customs; for example, Phra phut butsaya rat, Phra pathom chedi, Lopburi, and the Tonsure royal ceremony of initiation. Those were written in a new writing tradition that framed with the attributes of the universal time, a chronology, and the singularity of an object or event in the “the past,” which is considered in this thesis the crucial basis of the formation of modern Thai historiography.

In the late nineteenth century, Thai elites in that time, led by Rama V, helped spread the empty time by publishing Darunowat, during 1874-1875, and Vajiranana and Vajirananaviset, during 1884-1905. Those publications had brought a large number of a documents containing the story of the “past” such as inscription translations, royal chronicles, testimonies or various government decrees. An increasing of such materials helped stimulate the enquiry of stories in the “past” to expand and widen; for example, Rama V’s Phra rat wichan chotmai khwam song cham kho̜ng phrachao paiyi ka thœ kromluangnarintho̜nthewi (khao khro̜k wat pho) tangtæ cho.sor.1129-1182 [The Critic of King Rama V on the memoirs of Princess Narintho̜nthewi, 1768-1827]; Prince Damrong Rajanubhab’s Thai rop Phama [The Chronicle of Our Wars with the Burmese], during 1910s - 1920s; especially, Prince Damrong Rajanubhab’s Sadæng banyai phongsawadan Sayam [Lecture on the History of Siam]. Prince Damrong Rajanubhab’s writing in 1924 was an arch attempt to write the old and long “past” to demonstrate the civilization of the Siam's elite and their country. In their writings about the “past” of the Siam, “past” events are self-contained events. It does not show how it would relate to the “present” and the “future” events.

By the late 1920s, writings about "the past" began to focus on “the Thai people” as the centralpiece of storytelling. Especially, Luang Wichitwathakan’s Sayam læ Suwannaphum [Siam and the Golden Peninsula] could be considered as a clear demonstration of the historical consciousness and the distinctive character of the modern historiography. The author’s ambition is clear; he aims to write to mobilize love among the Thai nation. By showing the history of the Thai people in the past that it has drastically deteriorated, it has resulted in the present state. Luang Wichitwathakan reasoned that encouraging love among the Thai nation will be able to create a “future” of the Thai nation, in not deteriorating and becoming prosperous again. This rationalization had shown the realization and the usage of the embodied time in writing the “past” of the nation.

After Siam Revolution in 1932, there was an administration reform of the new government. The Royal Academy and the Department of Fine Arts were established. Both agencies play a direct and indirect role in the development of national history as a means of encouraging people to develop Thai nationalism.  Efforts to push forward the Official National History project was apparent for the first time in 1934 by Luang Wichitwathakan. Thereafter, there was an effort to lay out the Official National History in 1942, although not successfully. The official historians who had involved in those two standard editions of the national history writing efforts had played an important role as the driving force of the Committee for the Revision of the National Thai History. Eventually, the committee was established in 1952; they have produced many historical writings in the 1960s-1970s. It is arguable that the Committee for the Revision of the National Thai History is a state’s apparatus that has important duties directly related to the writing of the Official National History of Thailand since its inception up to the present.